มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 13 กันยายน 2556

 

          ขับเสภา มีปี่พาทย์ไม้แข็งบรรเลงรับ ตีกรับไม้จริง เป็นวัฒนธรรมกระฎุมพีดนตรีเพื่อฟัง ในเศรษฐกิจแบบส่งออก หลังปฏิวัติอุตสาหกรรม

          ส่งผลให้สถาปนาดนตรีไทยแบบฉบับสืบจนทุกวันนี้

          ทั้งหมดนี้ ผมเคยเขียนอธิบายไว้นานแล้ว อยู่ในหนังสือดนตรีไทย มาจากไหน? (วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2553 หน้า 120-131) จะยกมาโดยสรุปต่อไปนี้

 

วัฒนธรรมกระฎุมพี

          วัฒนธรรมกระฎุมพี ผลักดันให้มีพัฒนาการทางดนตรีเกิดขึ้นใหม่หลายอย่าง

          กรุงรัตนโกสินทร์นับตั้งแต่แผ่นดิน ร.2 (ครองราชย์ พ.ศ. 2352-2367) บ้านเมืองว่างศึกสงคราม ทำให้เศรษฐกิจแบบส่งออก (หรือการค้าต่างประเทศ) ที่มีพัฒนาการก้าวหน้ามาแต่ปลายอยุธยาราวหลัง พ.ศ. 2200 เติบโตก้าวหน้ามากขึ้นกว่าเดิม เป็นเหตุให้คนชั้นนำในระบบศักดินาปรับเปลี่ยนตนเองเป็นกระฎุมพีมากขึ้น

 

ดนตรีเพื่อฟัง

          ดนตรีเพื่อฟังทำนองลีลาดนตรีสนองความต้องการส่วนบุคคล น่าจะมีสืบเนื่องมาแต่ครั้งกรุงเก่า เพราะมโหรีฝรั่งดนตรีเพื่อฟังมีมาแล้วตั้งแต่ยุคอยุธยา แพร่หลายในหมู่ “ผู้ดี” คนชั้นศักดินา มีหลักฐานอยู่ในหมายรับสั่งครั้งกรุงธนบุรี

          ส่วนลักษณะสำนึกปัจเจกบุคคล มีพยานในพระราชนิพนธ์กาพย์ห่อโคลงของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ (กุ้ง)

          พระอภัยมณี (ของสุนทรภู่) เรียนวิชาเป่าปี่ แล้วเป่าปี่ให้คนฟังเคลิบเคลิ้มเพลิดเพลินจนหลับใหล สะท้อนให้เห็นความรับรู้และความนิยมต่อสำนึกปัจเจกชนดนตรีเพื่อฟังมีอย่างกว้างขวาง

          นอกจากนั้นยังยืนยันได้ด้วยประวัติ “เดี่ยวปี่” ครูมีแขก “เป่าทยอยลอยลั่นบรรเลงลือ” ว่าแท้จริงแล้วคือดนตรีเพื่อฟังตามแบบตะวันตก

 

หลังปฏิวัติอุตสาหกรรม

          ปฏิวัติอุตสาหกรรม เริ่มที่อังกฤษเมื่อ พ.ศ. 2323 ขณะนั้นอยู่ช่วงปลายแผ่นดินพระเจ้าตาก กรุงธนบุรี โปรดให้เจ้าพระยาจักรีไปปราบจลาจลในกัมพูชา

          พ.ศ. 2325 สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์  เริ่ม ร.1 แห่งราชวงศ์จักรี (ครองราชย์ พ.ศ. 2325-2352) มีสงครามช่วงชิงอำนาจเหนืออ่าวสยาม (ไทย) และอ่าวเมาะตะมะ (พม่า) ตลอดรัชกาล

          หลังจากนั้นมีเศรษฐกิจแบบส่งออกผลักดันให้เกิดกระฎุมพี

 

พัฒนาเครื่องดนตรี

          กระฎุมพีสยามหลัง พ.ศ. 2300 พัฒนาเครื่องดนตรีในวัฒนธรรมกระฎุมพี เป็นปี่พาทย์เครื่องคู่บรรเลงรับเสภา เรียกปี่พาทย์เสภา เข้าสู่ดนตรีเพื่อฟัง ดังนี้

          ระนาดเอก เปลี่ยนลูกระนาดจากไม้ไผ่บง (ไผ่ตง) เป็นไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้ ชิงชัน, ไม้มะริด, ฯลฯ แล้วเรียกว่าระนาดเอก

          พร้อมกันนั้นก็เปลี่ยนไม้ตีให้แข็งขึ้น เรียกไม้แข็ง ทำให้ตีดังขึ้นและเร็วขึ้นกว่าเดิมสืบจนทุกวันนี้

          ระนาดทุ้ม มีลูกระนาดเป็นไม้ไผ่บง แล้วทำหน้าที่ระนาดเอกมาแต่ยุคก่อนๆ ลดฐานะความสำคัญเป็นระนาดทุ้ม (หรือระนาดรองจากระนาดเอก ไม้แข็ง) โดยตีแบบสนุกคะนอง ดักหน้าไล่หลังอย่างเสรี แต่มีลูกเล่นชั้นเชิงโชกโชน

          ปี่พาทย์เพื่อฟัง จากนั้นก็สร้างฆ้องวงเล็กขึ้นมาคู่กับฆ้องวงใหญ่ ที่มีมาแต่เดิม เพื่อให้สอดคล้องระนาดเอกกับระนาดทุ้ม ทำให้เรียกชื่อวงดนตรีที่ขยายเครื่องมือเพิ่มขึ้นว่า ปี่พาทย์เครื่องคู่ เพราะมีระนาดและฆ้องวงอย่างละคู่ แล้วใช้บรรเลงรับขับเสภา เรียก ปี่พาทย์เสภา

          คนขับเสภาต้องตีกรับ หรือขยับกรับทั้งสองมือข้างละคู่ไปพร้อมกันตามจังหวะลีลาของเนื้อหาเสภาตอนนั้นๆ เรียกไม้ เช่น บทรัก เรียกไม้รัก, บทรบ เรียกไม้รบ, เป็นต้น ขับอย่างนี้ตั้งแต่หัวค่ำถึงสว่าง

          เมื่อมีปี่พาทย์รับ เท่ากับคนขับเสภาได้พักเหนื่อยให้ปี่พาทย์บรรเลงจนจบเพลงแล้วหยุดให้คนขับเสภาร้องเป็นทำนองต่างๆ หรือขับดำเนินเรื่องต่อไป สลับกันอย่างนี้จนจบเรื่องเสภา

 

ดนตรีไทยแบบฉบับ

          คนชั้นนำกระฎุมพีสร้างแบบฉบับดนตรีไทยเพื่อความเป็นไทย ตั้งแต่หลัง พ.ศ. 2400 ตราบจนทุกวันนี้

          ดนตรีไทยแบบฉบับมี 3 อย่าง คือ วงปี่พาทย์, วงมโหรี, วงเครื่องสาย ล้วนเป็นดนตรีแพร่หลายอยู่บริเวณที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยามาแต่เดิม

          ลักษณะเฉพาะของดนตรีไทยแบบฉบับต้องมีดังนี้–เพลงเถา, เอื้อน, เดี่ยว, ประชัน แล้วมีอย่างอื่นๆ ด้วย เช่น ชื่อเพลงขึ้นต้นด้วยชาติพันธุ์, เพลงออกภาษา

 

เพลงเถา

          เพลงเถา  จัดเป็น “ดนตรีเพื่อฟัง” เป็นสิ่งใหม่แรกมีหลัง พ.ศ. 2400 ในแผ่นดิน ร.5 เพื่อสนองความต้องการของกระฎุมพี แล้วกลายเป็นแบบแผนดนตรีไทยของความเป็นไทยสืบจนปัจจุบัน

          เพลงเถา หมายถึงเพลงที่มีความเร็วต่างกันที่เรียกเป็นชั้นๆ คือ สามชั้น, สองชั้น, ชั้นเดียว

          คำว่า เถา เรียกภาชนะหรือสิ่งของในจำพวกเดียวกันที่เรียงจากใหญ่, กลาง, เล็ก แล้วนำมาเรียกเพลงมโหรีปี่พาทย์ที่มีอัตราลดหลั่นกันลงไปตามลำดับไม่ต่ำกว่า 3 ชั้น และบรรเลงติดต่อกันไปไม่ขาดระยะจนจบว่า เพลงเถา แรกมีขึ้นสมัย ร.5 คือเพลงทยอยใน เถา

          เพลงเถาเป็นผลพัฒนาการจากเพลงทยอยและปี่พาทย์เสภา เพื่ออวดฝีมือความรู้ความสามารถของคีตกวีผู้แต่งเพลง กับนักดนตรีผู้บรรเลง โดยไม่ให้ความสำคัญเนื้อร้อง เพราะเป็นบทบาทของดนตรีเพื่อฟังในวัฒนธรรมกระฎุมพี

          เพลงเถาดำเนินตามปี่พาทย์รับเสภา คือร้องก่อน แล้วดนตรีบรรเลงรับเป็นลำดับสลับกันไปจนกว่าจะจบเพลง เรียก ร้อง-รับ มีอย่างน้อย 3 ท่อน คือ สามชั้น, สองชั้น, ชั้นเดียว

          ประเพณีร้องเพลงดนตรีก่อนหน้านั้น มโหรีบรรเลงคลอขณะคนร้องขับร้องลำนำพร้อมไปในคราวเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ เรียกร้องเนื้อเต็ม ต่างจากร้องเพลงเถามีร้องแล้วดนตรีรับ

          ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีดนตรีเพื่อฟังอย่างเพลงเถาในยุคนี้ เพราะดนตรียุคก่อนเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมเท่านั้น

          ดนตรีเพื่อฟังเป็นที่นิยมในหมู่ผู้ดี คนชั้นสูงและกระฎุมพี ส่วนสามัญชนคนทั่วไปไม่นิยมฟังร้องยืดยาดน่าเบื่อ