มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 6 กันยายน 2556

 

          กรับไม้จริง และลูกระนาดไม้แข็ง เป็นอุปกรณ์เครื่องเล่นที่กระตุ้นให้มีขับเสภายุคต้นรัตนโกสินทร์ (ซึ่งพัฒนาจากเสภาขับยุคอยุธยา-ธนบุรี)

          ขับเสภา คือเสภาที่ขับพร้อมขยับกรับไม้จริง แล้วเรียกกันภายหลังว่าตีกรับขับเสภา โดยมีปี่พาทย์ไม้แข็งบรรเลงรับ เพิ่งมีขึ้นครั้งแรกยุคต้นรัตนโกสินทร์ ที่ระบุชัดเจนลงไปไม่ได้ว่าเมื่อไร? ปีไหน?

          เพราะเป็นเรื่องของพัฒนาการจากเสภาขับยุคอยุธยา โดยลองผิดลองถูก ค่อยเป็นค่อยไปต้องใช้เวลานานมากๆ กว่าจะได้ที่ หรือลงตัวพอดี อย่างที่รู้จักแพร่หลายทุกวันนี้ ทั้งหมดไม่ใช่เนรมิตสำเร็จทันทีทันใดในบัดดล

          เสภาขับ คือเสภาที่ขับด้นแบบเล่นเพลงโต้ตอบหญิงชาย หรือแบบลำสวดเป็นตอนๆ สั้นๆ พร้อมตีกรับไม้ไผ่ มีมาก่อนนานแล้วตั้งแต่ยุคอยุธยา ผ่านยุคธนบุรี กระทั่งยุคต้นรัตนโกสินทร์ จึงเป็นขับเสภา

 

ตีกรับ ขับเสภา ปี่พาทย์รับ เริ่มมี ร.2

          ที่รับรู้แล้วเชื่อถือกันสืบมา คือเสภา “เพิ่งจะมาขับติดต่อกับปี่พาทย์เมื่อในรัชกาลที่ 2 ดังปรากฏในไหว้ครู” (สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศ ทรงวิจารณ์ตำนานเสภาของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรง เมื่อ พ.ศ. 2460 พิมพ์อยู่ในสาส์นสมเด็จ)

          บทไหว้ครูเสภาที่ว่านั้น มีดังนี้

          เมื่อครั้งพระจอมนรินทร์แผ่นดินลับ    เสภาขับยังหามีปี่พาทย์ไม่

          มาเมื่อพระองค์ทรงชัย                    ก็เกิดคนดีในอยุธยา

          สมเด็จฯ กรมพระยาดำรง อธิบายในตำนานเสภา ว่ากลอนไหว้ครูชุดนี้แต่งทีหลังกลอนเสภากำเนิดพลายงามของสุนทรภู่ตอนโกนจุกพลายงาม (ที่สุนทรภู่แต่งสมัย ร.2) ฉะนั้นกลอนไหว้ครูบทนี้หมายความว่า

          “เมื่อก่อนรัชกาลที่ 2 เสภายังขับกันอย่างเล่านิทาน ไม่มีส่งปี่พาทย์

          ลักษณะขับเสภาในชั้นนั้น เข้าใจว่าเห็นจะขับแต่ 2 คนขึ้นไป วิธีขับผลัดกันคนละตอน ให้คน 1 ได้มีเวลาพัก ฤๅมิฉะนั้น ถ้าเป็นคนเสภาเก่งๆ เจ้าของงานเลือกเรื่องให้ว่าตอนใดตอนหนึ่ง ให้แต่งกลอนสดโต้กันอย่างว่าเพลงปรบไก่ อย่างนี้เรียกเสภาด้น เคยได้ยินว่ามีกันมาแต่ก่อน

          ครั้นเมื่อมีวิธีส่งปี่พาทย์แล้วจึงขับแต่คนเดียวเป็นพื้น ด้วยเวลาปี่พาทย์ทำ ผู้ขับเสภาได้พัก

          ถ้าเชื่อตามนี้ก็ต้องยอมรับกลอนวรรคที่ 1 ว่า “เมื่อครั้งพระจอมนรินทร์แผ่นดินลับ” หมายถึงสมัย ร.1 ส่วนกลอนวรรคที่ 3 ว่า “มาเมื่อพระองค์ทรงชัย” หมายถึง ร.2

          แต่ยังไม่พบหลักฐานสนับสนุนว่าจะหมายถึงตามนี้ แม้พยานแวดล้อมให้น่าเชื่ออย่างนั้นก็ยังไม่พบ จึงอาจอธิบายเป็นอย่างอื่นอีกก็ได้ เช่น เสภามีปี่พาทย์รับเมื่อสมัย ร.4 หรือ ร.5

 

ไม้จริง ไม้แข็ง

          ขับเสภาต้องมีกรับไม้จริงตีจังหวะ แล้วมีวงปี่พาทย์ไม้แข็งบรรเลงรับ

          ไม้แข็ง หมายถึงไม้เนื้อแข็ง บางทีเรียกไม้จริง (ไม่ใช่ไม้ไผ่) เช่น ไม้ชิงชัน, ไม้มะหาด, ไม้พะยูง (เครื่องดนตรีไทย ของ ธนิต อยู่โพธิ์ กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2500)

          กรับ แต่เดิมทำจากไม้ไผ่ผ่าซีก เป็นเครื่องมือการละเล่นร้องรำทำเพลงในพิธีกรรมมาแต่ดึกดำบรรพ์ แล้วเป็นอุปกรณ์ของช่างขับยุคอยุธยา ใช้ตีจังหวะประกอบขับลำนำคำขับในงานต่างๆ (มีบอกอยู่ในจดหมายเหตุลาลูแบร์ สมัยพระนารายณ์)

          ต่อมาครูเสภาและครูดนตรีชาวสยามรู้จักเครื่องดนตรีต่างชาติหลายหลากมากขึ้น จากการที่สยามมีการติดต่อค้าขายกับนานาชาติ

          น่าเชื่อว่าสยามได้แบบกรับจีน และกรับแขก (มุสลิม) หรือกรับจีนที่ได้จากแขก ซึ่งทำจากไม้จริงมีเสียงดังกังวานใส (มักบอกว่าเสียงใสเหมือนแก้ว) จึงเลียนแบบทำกรับเสภา

          นักค้นคว้าแต่ก่อนเชื่อว่าลูกระนาดมาจากกรับ ตั้งแต่ยุคแรกเริ่มทำจากไม้ไผ่บง(ไผ่ตง) ครั้นถึงยุค ร.2 จึงเปลี่ยนทำจากไม้จริงเนื้อแข็ง

          แต่ทำเป็นกรับก่อนแล้วเหลาเป็นลูกระนาดทีหลัง หรือทำลูกระนาดก่อนแล้วเหลาเป็นกรับทีหลัง หรือทำพร้อมกันในคราวเดียว ยังอธิบายไม่ได้เพราะไม่เคยพบหลักฐาน

 

ปี่พาทย์

          “ปี่พาทย์ไม่ได้ทำรับร้อง” สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศ ทรงบอกไว้ในบทวิจารณ์ตำนานเสภาของกรมดำรง เมื่อ พ.ศ. 2460 (พิมพ์ในสาส์นสมเด็จ)

          ตรงนี้หมายความว่าวงปี่พาทย์ตั้งแต่โบราณกาลดึกดำบรรพ์จะไม่มีร้องมาเกี่ยวข้อง เพราะใช้ตีประโคมในพิธีกรรมหรือทำเพลงหน้าพาทย์ในการละเล่นการแสดงโขนและหนังใหญ่

          สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศอธิบายเพิ่มเติมว่า “แต่ก่อนนั้นพวกร้อง พวกปี่พาทย์ พวกเครื่องสาย ต่างคนต่างเล่น ไม่ได้เล่นปนกัน คือปี่พาทย์ไม่ได้ทำรับร้อง เครื่องสายไม่ได้ผสมกับปี่พาทย์อย่างทุกวันนี้”

          เครื่องสายผสมปี่พาทย์เรียกต่อมาว่าวงมโหรี แบบนี้เพิ่งมียุครัตนโกสินทร์

 

ปี่พาทย์ทำรับร้อง

          ปี่พาทย์เพิ่งมาทำรับร้องสมัยต้นรัตนโกสินทร์ยุคหลัง ร.4 เป็นดนตรีเพื่อการฟังตามแบบยุโรป

          บางทีจะมีเหตุจากเล่นสักวาและขับเสภาไม่ให้จืดชืด และคั่นเวลาหรือถ่วงเวลาให้คิดด้นกลอนได้บ้าง

          สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศอธิบายว่าแรกทีเดียวปี่พาทย์ทำคั่นละคร ดังนี้

          “แรกที่ปี่พาทย์จะเล่นกับร้องก็เพียงทำคั่นกันก่อน

          ตัวอย่างเช่น ละครเมื่อร้องสิ้นบทแล้ว ถึงเวลาเดินที่เรียกเพลงนั้น เดิมก็เป็นร้องเหมือนกัน แต่ร้องภาษาป่า มีเห่โห่ฮ้าฮะชะต้าอะไรไปตามทีที่เกิดจากใจรื่นเริง

          ภายหลังแทรกคำเข้าบ้าง เป็นคำเกี้ยวคนดูโดยมาก ดังว่า ชะต้อยติงนังเหน่ เจ้าอย่าสนเท่ห์ ว่าพี่จะไม่รัก ฉันรักนางน้อง เจ้าอย่าร้องไห้ร่ำ เป็นกรรมเจ้าน้อย ต้อยติงนังเหน่เอย” ฉะนี้

          มันจืด ทนไม่ไหวเข้าเจ้าปี่พาทย์ก็โดดเข้าทำเพลงแทน จึงเป็นคั่นกัน ถึงบทก็ร้อง ถึงเพลงก็ปี่พาทย์ ภายหลังปี่พาทย์ก็เอื้อมเข้าไปคั่นในร้อง เรียกว่ารับร้อง

          —————————–

          การขับเสภาขับกันมานมนาน แต่เพิ่งจะมาขับติดต่อกับปี่พาทย์เมื่อในสมัยรัชกาลที่ 2 ดังปรากฏในไหว้ครู

          ปี่พาทย์รับเสภา กับปี่พาทย์รับร้อง มีหลักอยู่ว่าเมื่อขับหรือร้องก็ไม่มีปี่พาทย์ทำ เมื่อปี่พาทย์ทำก็ไม่ขับหรือร้อง เพราะเสียงระนาดไม้แข็งวงปี่พาทย์กังวานดังก้าวร้าวมาก กลบเสียงคนขับหรือร้องจนฟังไม่รู้เรื่อง

          ทั้งหมดนี้พบร่องรอยเก่าสุดราว ร.4 หรือ ร.5 เป็นยุคปี่พาทย์เจ้านายเป็นที่นิยมเล่นประชันแพร่หลายมาก