มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 9 กันยายน 2556

          “ประเทศของฉัน ประชาชนของฉัน ถูกขายไปเหมือนกับการขายลูกวัว

          ฉันให้อภัยคนซื้อซึ่งไม่มีพันธะกับฉันได้ แต่ฉันให้อภัยคนขายไม่ได้”

          สุลต่านมลายูในกลันตันและตรังกานู ปรารภกับที่ปรึกษาการคลังอังกฤษประจำไทรบุรี แสดงความรู้สึกโกรธเคืองสยามที่ทำสนธิสัญญากับอังกฤษเมื่อ ค.ศ. 1909 (พ.ศ. 2452 สมัย ร.5) ยอม“เสียดินแดนมลายู 4 รัฐ” ซึ่งมีพลเมืองมลายูมากกว่า 5 แสนคนให้อังกฤษ ทั้งๆคนเหล่านั้นไม่ใช่คนไทย

          เท่ากับดินแดนและผู้คนมลายูปัตตานีกลายเป็นสิ่งของส่วนตัว ทั้งๆไม่ใช่

          ที่สรุปมาแต่ต้นนี้ ผมได้จากหนังสือประวัติศาสตร์วิพากษ์ : สยามไทยกับปาตานี ของ ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ (สำนักพิมพ์มติชน สิงหาคม 2556 ราคา 150 บาท) (น. 128)

          แล้วยังได้ความรู้ความคิดใหม่ๆต่อไปอีก เช่น นักล่าอาณานิคมสยาม, แบ่งแยกดินแดน, เสียดินแดน ดังนี้

          การผนวกเอาปัตตานีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสยาม ก็คือการก้าวเข้าสู่ยุคอาณานิคมของชาวมลายูในปัตตานี

          สยามรอดจากการเป็นอาณานิคมโดยตรงของมหาอำนาจตะวันตก ก็เพราะรัฐบาลปฏิรูปและดำเนินนโยบายเป็นเจ้าอาณานิคมในประเทศเสียเอง

          สยามกลายเป็นเจ้าอาณานิคมต่อบรรดาหัวเมืองและประเทศราชของตน (น. 129)

          นี่คือที่มาของการถูกขนานนามจากกลุ่มมลายูว่า“นักล่าอาณานิคมสยาม” ที่ทางการไทย เช่น กอ.รมน. ไม่ชอบ

          ปฏิกิริยาของสังคมไทยต่อนามขนานนี้ นายชินทาโร่ ฮารา (อาจารย์ชาวญี่ปุ่น สอนภาษามลายูที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี) เคยบอกว่าไม่ใช่แค่บ่งบอกถึงการขาดความเข้าใจของสังคมไทยในเรื่องประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่แสดงให้เห็นถึงโลกทรรศน์ที่แตกต่างกันด้วย (มติชน ฉบับวันอังคารที่ 7 พฤษภาคม 2556 หน้า 13)

          “สังคมไทยไม่จำเป็นต้องยอมรับหรือเห็นด้วยกับประวัติศาสตร์ฉบับที่ถือว่ารัฐสยาม/ไทย เป็นนักล่าอาณานิคม

          แต่ต้องยอมรับว่ามีคนที่ยึดถือประวัติศาสตร์ฉบับนี้ และแง่มุมประวัติศาสตร์เช่นนี้ไม่ใช่ของชาวมลายูปาตานีเท่านั้น แต่เป็นของประเทศที่ใช้ภาษามลายูอื่นๆด้วย

          โดยเฉพาะประเทศมาเลเซีย ฉะนั้น การยอมรับคนที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันนั้น ไม่ได้มีความสำคัญในกระบวนการสันติภาพเท่านั้น แต่เป็นขั้นตอนที่จำเป็นในการต้อนรับประชาคมอาเซียน”

          “แบ่งแยกดินแดน” เป็นสิ่งประดิษฐ์หรือสร้างขึ้นใหม่ของรัฐไทย และบังคับใช้ให้เป็นจริง เพื่อปราบปรามและข่มขู่ประชาชนที่เป็นชนชาติส่วนน้อยในดินแดนบริเวณเหล่านั้น มิให้อ้างสิทธิทางการเมืองในอัตลักษณ์และความใฝ่ฝันของเขาได้ (น. 25)

          “เสียดินแดน” เป็นสิ่งประดิษฐ์หรือสร้างขึ้นใหม่ของรัฐไทย เพื่อปลุกระดมให้คนไทยทั่วไปเชื่อว่าดินแดนที่เสียไปทั้งหมดเป็นของไทยมาแต่ดั้งเดิม แล้วถูกทำให้เสียไปโดยศัตรู

          อ. เตช บุนนาค บอกไว้นานหลายปีมากแล้ว ว่ากรณีอย่างนี้เป็น“การประนีประนอมเพื่อรักษาดินแดน”ของ ร.5

อ. ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ เห็นว่าแท้จริงควรเรียกอย่าง อ. เตชแนะนำนี้ เพราะไม่ใช่“เสียดินแดน” (น. 45)

          หนังสือสยามไทยกับปาตานี ของ อ. ธเนศ มีสาระสำคัญเกี่ยวกับความเป็นมาของปัญหาสามจังหวัดชายแดนใต้อย่างลึกซึ้งมากเกินกว่าสติปัญญาของผมจะบอกเล่าได้ทั้งหมด

          เพราะเกือบทุกเรื่องผมก็เพิ่งอ่านพบในเล่มนี้ เช่น เรื่องสยามขายลูกวัว