มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 16 สิงหาคม 2556

          เสภาขับ เป็นกลอนด้นสั้นๆ ง่ายๆ สนุกๆ ไม่เต็มตอน ไม่เต็มเรื่อง โดยดัดแปลงจากช่างขับตีกรับขับแคนลุ่มน้ำโขง (ไม่มีปี่พาทย์ ยังไม่เรียกขับเสภา)

 

ตีกรับ ขับแคน เล่านิทาน

          ช่างขับยุคอยุธยา เล่นตีกรับขับแคน แบบเดียวกับประเพณีลาวลุ่มน้ำโขง (ร่องรอยมีในบันทึกลาลูแบร์ ว่ามีช่างขับ ตีกรับ พร้อมเครื่องดนตรี) มีขับแคนเล่านิทาน กับขับแคนเชิงสังวาสเกี้ยวพาราสีโลดโผน

          นิทานที่ช่างขับเล่าสนุกสนานจนเป็นที่นิยมฟังของชาวบ้านชาวเมืองยุคนั้น มีอย่างน้อย 2 เรื่อง คือ พระรถเมรี กับ ขุนช้างขุนแผน

          พระรถเมรี เป็นนิทานบรรพชนมีในราชสำนัก แล้วมีบทขับไม้กับบทละคร รวมทั้งมีเล่นขับแคนสืบเนื่องอยู่ทางลุ่มน้ำโขง (มีร่องรอยอยู่ในนิราศเมืองหลวงพระบาง สมัย ร.5 พ.ศ. 2434)

 

เสภาขับ เล่านิทาน

          ขุนช้างขุนแผนยุคปลายอยุธยา ถูกดัดแปลงจากประเพณีช่างขับตีกรับขับแคนแบบลุ่มน้ำโขง ให้เป็นประเพณีที่เรียกกันต่อมาว่าเสภาขับแบบลุ่มน้ำเจ้าพระยา         

          แรกๆ เสภาขับเป็นกลอนด้น (แต่งจำไว้ในใจคนเดียว) ไม่ทั้งตอน ไม่ทั้งเรื่อง แต่เลือกด้นกลอนเป็นช่วงๆ เฉพาะช่วงสำคัญๆ สนุกๆ สั้นๆ ตรงที่คนฟังชอบ หรือได้เฮ เรียกกันว่าลำส่ง หรือกลอนร้องลำส่ง

          คำว่า ลำ (ไม่ใช่ รำ) มีควาหมายเดียวกันกับคำว่า ขับ

          “ลงท้ายก็ผูกเป็นกลอนร้องลำส่ง” “ท้องเรื่องก็เป็นอะไรที่ขันๆ” สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงอธิบายว่าเสภาดั้งเดิมเป็นเล่านิทาน ลงท้ายผูกเป็นกลอนร้องลำส่งแต่ที่สำคัญเป็นช่วงๆ สนุกๆ ขันๆ (ทรงวิจารณ์ตำนานเสภาของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ อยู่ในสาส์นสมเด็จ ฉบับลงวันที่ 3 สิงหาคม 2460) แล้วทรงยกตัวอย่างกลอนร้องลำส่ง ว่า

          “หมาลาว         มันเอาของเจ้าไป

          พี่ถือหอกไล่     ทัพแตกทัพแตน

กลอนด้น

          “ละครแต่ก่อนก็ด้น อ้ายโนรายังด้นอยู่จนทุกวันนี้” สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงอธิบายว่าเสภาขับแต่เดิมเป็นกลอนด้นอย่างร้องลำส่งที่สำคัญๆ สั้นๆ เหมือนละครยุคแรกๆ ที่มาจากเพลงด้นโต้ตอบ แล้วใส่นิยายเข้าไปในสมัยหลัง

          ลักษณะนิยายมีเค้าเงื่อนอยู่ที่แบบแผนประเพณีเล่นเพลง ว่าต้องเริ่มจากบทไหว้ครู, บทเกริ่น ต่อจากนั้นขึ้นบทประ (ทักทาย), บทผูกรัก (เกี้ยวพาราสี), บทสู่ขอ, บทลักหาพาหนี, บทชิงชู้, บทตีหมากผัว, แล้วจบลงด้วยบทจากลา

          แบบแผนตามประเพณีของเพลงด้นโต้ตอบนี่เอง จะเป็นโครงสร้างสำคัญต่อไปข้างหน้าของเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน

          บทประ เพื่อทักทายปราศรัยของแม่เพลงพ่อเพลง แล้วเริ่มลวดลายใช้คำสองง่ามสองแง่เฉียดกันไปเฉียดกันมา มีตั้งปัญหาทั้งทางโลกและทางธรรมเพื่อให้มีเรื่องโต้ตอบกันจนกลายเป็นเกี้ยวพาราสีผูกสมัครรักใคร่

          เมื่อฝ่ายหญิงตกล่องปล่องชิ้นยอมรับยอมรัก จะต้องมีผู้หลักผู้ใหญ่ไปสู่ขอตามประเพณี แต่ฝ่ายชายบ่ายเบี่ยงอ้างว่ายากจนเข็ญใจ ขอให้ฝ่ายหญิงหนีตาม เป็นลักหาพาหนี ซึ่งจะมีลีลาหลายรส เพราะฝ่ายหญิงต้องร่ำลาห้องหับที่อยู่อาศัย และของใช้สอยต่างๆ ก่อนหนีตาม ต่อจากนั้นฝ่ายชายก็พาฝ่ายหญิงเดินทางตามขนบ ชมดง(ชมนกชมไม้)

          บทชิงชู้คือ “หนึ่งหญิงสองชาย” เพราะฝ่ายหญิงมีชู้รักอีก 1 คน ส่วนบทตีหมากผัวคือ “เมียหลวง-เมียน้อย” เพราะฝ่ายชายมีเมีย 2 คน ทั้งสองบทอวดลีลาทะเลาะเบาะแว้งโต้เถียงรุนแรงถึงอกถึงใจคนดูที่มักเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

          พ่อเพลงแม่เพลงอาจพลิกแพลงเพิ่มเติมบทอื่นๆ ได้อีกตามต้องการของคนดูซึ่งมีหลากหลาย

ตอนสนุกๆ สั้นๆ

          ขุนช้างขุนแผนตอนสนุกๆ สั้นๆ มีตัวอย่างบันทึกไว้กันลืมคำบอกเล่าโครงเรื่องย่อสำหรับไปด้นกลอนร้องลำส่ง อยู่ในหอสมุดแห่งชาติ (สมุดไทยดำ เส้นดินสอขาว หมายเลข 166 ลายมือเขียนหวัด)

          ตั้งแต่เณรแก้วกับขุนช้างท้าเตะตะกร้อ นางสายทองบอกนางพิมออกไปดู จนถึงเณรแก้วชกกับขุนช้าง แล้วผูกพยาบาทเณรแก้ว จะคัดมาดังนี้

          “ครั้นเทศน์จบแล้วพวกหนุ่มๆ ชวนกันไปเตะตะกร้อที่ศาลาริมบ้านนางพิม ขุนช้างก็ไปเล่นเตะตะกร้อที่นั้นด้วย ครานั้นเณรแก้วกับเณรอ้นก็พากันไปยืนดูเขา ครั้นตะกร้อกระเด็นมากรงเณรแก้วๆ ก็รับเตะส่งไปให้ขุนช้างๆ ก็อวดว่าเรื่องเตะตะกร้อนี้ ไม่มีใครสู้ข้าได้ เมื่อครั้งข้าไปอยู่วัดตะไกรเตะตะกร้อทุกวันจึงให้ชำนาญทั้งเตะตะกร้อ ถ้าไม่เชื่อก็เตะสู้กัน ลองดูไม่เหมือนอย่างว่าฉันจะให้ด่า ครานั้นเณรแก้วจึงคิดว่าอ้ายนี้อวดดี ข้าจะเตะให้แพ้จะได้ด่ามันให้อายเขา ถึงมันจะโกรธเกิดวิวาทจนชกมวยกัน ข้าก็เคยชำนาญมาหลายหนแล้ว แล้วจะได้ลองคาถาอาคมที่ได้เรียนมา คิดแล้วร้องบอกขุนช้างว่า มาเตะสู้กันให้ถึงแพ้แลชนะ ครานั้นนางสายทอง นางคำทองพี่เลี้ยงนางพิมเห็นเณรแก้วมาเตะตะกร้อกับถึงขุนช้าง จึงเข้าไปในเรือนบอกนางพิมว่า เณรที่เทศน์เพราะนั้นบัดนี้มาเตะตะกร้อที่หน้าบ้าน ครานั้นนางพิมกำห้องนั่งง่วงคิดถึงเณรแก้ว ครั้นได้ยินออกชื่อก็สะดุ้งใจ จึงแกล้งว่าเณรที่ไหนจะมาเตะตะกร้ออย่างว่า ฉะนั้นพี่มาปดฉันเล่นเปล่าๆ นางสายทองนางคำทองจึงว่าถ้าไม่เชื่อก็ออกไปดูที่นอกชาน ว่าแล้วก็พากันทั้งสามคนออกมาแอบประตูยืนดู ครานั้นขุนช้างแลเห็นนางพิมออกมา จึงพูดอวดว่าเมื่อครั้งข้าเตะถวายหน้าที่นั่งแต่คนเดียวได้กว่าร้อย ถ้าไม่เชื่อถามอ้ายทองอ้ายหมีเป็นคนนับ อ้ายทองอ้ายหมีเป็นบ่าวขุนช้างจึงว่าครั้งขุนนายเตะตะกร้อครั้งนั้น ฉันนั่งนับดูทั้งผิดทั้งถูกได้กว่าห้าร้อย หักขุนนายพลาดท่าล้มลง พวกผู้หญิงพากันหัวเราะหาไม่ก็จะติดได้กว่าพัน ขุนช้างจึงว่าครั้งนั้นข้าเตะเล่นดอก แล้วขุนช้างจึงว่าไปกับนางพิมว่า ที่ฉันว่าให้เมื่อเวลาฟังเทศน์นั้นอย่าโกรธเลยฉันว่าโดยรักใคร่ดอก นางพิมได้ยินก็โกรธกระซิบด่าให้แล้วก็เมินหน้าเสีย เณรแก้วได้ยินขุนช้างว่าให้นางพิมก็นึกโกรธแต่ในใจ แต่อดโทโสไว้ ครั้นเตะตะกร้อไปสักครู่หนึ่ง ขุนช้างเห็นเณรแก้วเตะตะกร้อดี จึงว่าเตะตะกร้ออะไรคนเดียวมากมายนักหนาเตะส่งมาให้คนอื่นเตะบ้าง เณรแก้วก็เตะส่งให้ขุนช้างๆ ก็รับเตะตะกร้อผิดไป เณรแก้วจึงถามว่าในที่สัญญากันว่าใครเตะผิดจะให้ด่า ขุนช้างว่าอย่างไรจึงมาดูถูกข้าจะด่ากันเล่น แล้วทุ่มเถียงกันไปมา ขุนช้างก็ชกเอาเณรแก้วๆ ก็ชกถูกขุนช้างล้มหงายไป อ้ายทองกับอ้ายหมีก็พากันเข้าไปคร่าพานายกลับไปบ้าน เณรแก้วก็พาเณรอ้นกลับไปวัด ขุนช้างเมื่อเณรแก้วชกถูกครั้งนั้นด้วยอำนาจเวทมนต์ก็เจ็บปวดเป็นสาหัส ก็คิดพยาบาทมาครั้งนั้น” (จบเล่ม)

          โครงเรื่องย่ออย่างนี้ต่างคนต่างมี แล้วต่างบันทึกไว้เป็นส่วนตัวอย่างหวงแหนไม่บอกกัน บางคนจำไว้ในหัว(สมอง)ไม่มีบันทึก เพราะเขียนไม่ได้ อ่านไม่ออก

d.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);