มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 2 สิงหาคม 2556

 

          ขุนช้างขุนแผน ฉบับวัดเกาะ โดย คริส เบเกอร์ และ ผาสุก พงษ์ไพจิตร บรรณาธิการ สำนักพิมพ์ซิลค์เวอร์มพิมพ์ครั้งแรก เสร็จแล้วตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2556

          แต่ไม่เคยรู้ จึงได้แต่รอซื้อมาอ่าน (เพื่อเขียนบอกเล่าผู้อ่านตามปกติ) จนถึงกรกฎาคม

          เพิ่งได้รับหนังสือเมื่อช่วงเข้าพรรษาที่ซิลค์เวอร์มส่งทางไปรษณีย์ จึงเพิ่งอ่านเฉพาะคำนำบรรณาธิการและปัจฉิมบท ตำนานขุนช้างขุนแผน (ส่วนเนื้อเรื่องยังไม่ได้อ่าน เพราะหนามาก ถึง 564 หน้า)

          จะขอเก็บสาระสำคัญเกี่ยวกับพัฒนาการความเป็นมา เพื่อแบ่งปันและอภิปรายกันต่อไป ดังนี้

 

กำเนิดขุนช้างขุนแผน

          คริสและผาสุก เห็นว่านิทานเรื่องขุนช้างขุนแผนถือกำเนิดสมัยสมเด็จพระนเรศวร  ยุคอยุธยาตอนกลาง แล้วเป็นที่นิยมแพร่หลายยุคปลายอยุธยา ดังมีข้อความเขียนว่า

          “เราเห็นว่านิทานเรื่องขุนช้างขุนแผน ถือกำเนิดขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวร และอาจมีเค้ามาจากเรื่องจริงตามปรกติของนิทานทำนองนี้” (หน้า 617)

          “นิทานขุนช้างขุนแผนเป็นที่นิยมในราชสำนักช่วงปลายอยุธยา” (หน้า 613)

 

ก.ศ.ร. กุหลาบ

          คริสและผาสุก อ้างถึงความเห็นของ ก.ศ.ร. กุหลาบ ว่าพระเจ้าเสือทรงเริ่มแต่งเสภา (ขุนช้างขุนแผน) แต่ยังมีปัญหาความน่าเชื่อถือ ดังนี้

          “ในวารสารสยามประเภท เมื่อปี พ.ศ. 2443 ก.ศ.ร. กุหลาบ เขียนไว้ว่า

          ‘เปนแต่ค้นพบตำราทางราชการโบราณกล่าวไว้ว่า เรื่องเสภานั้นสมเด็จพระจ้าวเสือกรุงเก่า ทรงแต่งไว้ได้ 9 เล่มสมุดไทย์ ยังไม่จบก็เสด็จสวรรค์คตเสียก่อน ภายหลังจ้าวฟ้าจีดกับเจ้าพระยายมราช (กุม) แลพระศรีภูริปรีชาสาลักษณ (ทองด้วง) ท่านทั้งสามนี้เปนผู้แต่งเรื่องเสภาต่อไปจนจบครบบริบูรณ ท่านทั้งสามนี้ได้แต่งไว้ในแผ่นดินสมเด็จพระจ้าวอยู่หัวท้ายสระกรุงเก่า’

          พระเจ้าเสือ (ครองราชย์ พ.ศ. 2244-2251) ไม่ทรงข้องแวะกับการกวีเท่าใดนัก แต่ ‘แต่ง’ ในที่นี้อาจจะหมายถึงงานวรรณกรรมที่โปรดเกล้าฯ ให้กวีแต่งหรือที่แต่งในรัชกาลของพระองค์ก็เป็นได้ ไม่เป็นที่แน่ชัดว่า ก.ศ.ร. กุหลาบได้ข้อมูลนี้มาจากแหล่งใด ทว่าก่อนหน้านี้ กุหลาบได้มีโอกาสอ่านหนังสือตัวเขียนที่เก็บรักษาไว้ใน  หอหลวงและบางส่วนก็ฉกฉวยมาจากวังเจ้านาย ปีต่อมา กุหลาบถูกกล่าวหาว่าเสริมแต่งแก้ไขเนื้อความจากหนังสือตัวเขียนตามอำเภอใจ แล้วนำมาพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ของตน ข้อมูลของกุหลาบนี้ไม่อาจปักใจเชื่อได้ แต่ก็นับว่าน่าสนใจ” (หน้า 618)

 

ม่านปักวันทอง   

          คริส และผาสุก อ้างถึงม่านปักวันทองในคำให้การขุนโขลน แสดงว่าขุนช้างขุนแผนเป็นที่ยอมรับในราชสำนักยุคปลายอยุธยา แล้วมีความดังนี้

          “ช่วงปลายอยุธยา เมื่อพระมหากษัตริย์เสด็จนมัสการพระพุทธบาทสระบุรีประจำปี มีบันทึกว่า

          ‘อนึ่งเมื่อจะเสด็จขึ้นมนัสการนั้น ขุนอินทรพิทักษชาวคลังขุนพรหมพิทักษ์ชาวคลัง เชิญเอาผ้าทรงพระนารายน์กับม่านปักวันทองกับสำเภาทองยนต์มาไว้รับเสด็จ’

          เหตุการณ์นี้ปรากฏขึ้นเมื่อมีการชุมนุมขุนนางอยุธยาในปี พ.ศ. 2327/2328 เพื่อบันทึกธรรมเนียมประเพณีแต่เดิมในการเสด็จนมัสการพระพุทธบาท ‘ม่านปักวันทอง’ ในที่นี้น่าจะหมายถึงม่านของนางวันทองที่ปรากฏในบทขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้างลักนางวันทอง ตามตำนานแล้ว หลังจากที่นางวันทองตาย ขุนช้างก็ถวายม่านผืนหนึ่งแด่สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (ครองราชย์ พ.ศ. 2154-2171) ซึ่งได้ทรงอุทิศถวายเป็นพุทธบูชาที่มณฑปพระพุทธบาทอีกต่อหนึ่ง จนเป็นคติธรรมเนียมสืบเนื่องมา การที่ ‘ม่านปักวันทอง’ ปรากฏในพิธีกรรมราชสำนักที่สำคัญเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่า วัฒนธรรมราชสำนักได้ยอมรับขุนช้างขุนแผนบ้างแล้ว”

 

ขุนช้างขุนแผน ยุคปลายอยุธยา

          คริสและผาสุก สรุปว่า

          “ราชสำนักเริ่มสนใจขุนช้างขุนแผน ในช่วงปลายอยุธยา อาจจะหลังจากรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ไม่มากนัก

          ความสนใจของราชสำนักได้เพิ่มทวีขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ นับตั้งแต่รัชกาลที่ 1 มีความพยายามอย่างแข็งขันที่จะรวบรวมตำรับตำราจากสมัยอยุธยา ซึ่งรวมทั้งกฎหมาย คัมภีร์ทางศาสนา พงศาวดาร และวรรณคดี ถึงแม้ขุนช้างขุนแผนจะไม่ได้อยู่ในบรรดาตัวบทที่มีการเก็บรวบรวมในพระบรมราชูปถัมภ์ แต่ก็ดูจะดึงดูดความสนใจของคนในแวดวงราชสำนักคนอื่นๆ กาญจนาคพันธุ์เชื่อว่าเจ้าพระยาพระคลัง (หน) กวีราชสำนักที่มีชื่อเสียงที่สุดในรัชกาลที่ 1 มีคุณูปการในการรวบรวมขุนช้างขุนแผน” (หน้า 619)

 

ตีกรับขับเสภา

          ตีกรับขับเสภา (อย่างที่รู้จักแพร่หลายทุกวันนี้) ถูกทางการสถาปนาความรู้ให้ยุติถูกต้องมาตั้งแต่ก่อน พ.ศ. 2500 ว่ามีกำเนิดในราชสำนักยุคต้นอยุธยา ก่อน พ.ศ. 2000 โดยอ้างกฎมณเฑียรบาลที่มีข้อความสั้นๆ ว่า “6 ทุ่ม เบิกเสภาดนตรี”

          สถาบันการศึกษาของไทยทุกระดับก็ถือเป็นที่ยุติถูกต้องตามนั้น แล้วถ่ายทอดผ่านการเรียนการสอนทั่วประเทศ

          ผมเป็นคนหนึ่งไม่เคยมีข้อสงสัยคำอธิบายของทางการเรื่องตีกรับขับเสถา จึงเชื่อถือตำรับตำราของทางการมาตลอด โดยเฉพาะที่ผลิตจากนักปราชญ์ราชบัณฑิตของกรมศิลปากรยุคก่อนๆ

 

ร้องรำทำเพลง

          ราว 10 ปีหลังทำหนังสือศิลปวัฒนธรรม ฉบับปฐมฤกษ์ พ.ศ. 2522 ออกมาวางตลาด ผมลงมือรวบรวมเรียบเรียงเรื่องราวของดนตรีและนาฏศิลป์ชาวสยาม แล้วใช้ชื่อหนังสือว่าร้องรำทำเพลง พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2532

          เพราะเห็นว่าวิชาการด้านนี้ถูกแช่แข็งให้หยุดนิ่งกับที่เดิม ราว 30 ปี นับตั้งแต่หนังสือเครื่องดนตรีไทย ของ อ. ธนิต อยู่โพธิ์ (อดีตอธิบดีกรมศิลปากร) พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2500 ก็ไม่มีครูบาอาจารย์รุ่นใหม่ค้นคว้าเพิ่มเติมอีก ทั้งๆ พบหลักฐานใหม่มากมายก่ายกอง และมีหลายอย่างต้องทบทวนแล้วตรวจสอบความถูกต้องแม่นยำกันใหม่

          แต่ก็เห็นใจข้อจำกัดของครูบาอาจารย์ด้านดนตรีและนาฏศิลป์ในไทย โดยเฉพาะสมัยนั้นสังกัดกรมศิลปากร ถูกระบบความเชื่อ “ครอบ” และ “งำ” จนไม่กล้าแม้แต่จะคิดสงสัย

          ในหนังสือร้องรำทำเพลง มีตอนหนึ่งผมพยายามอธิบายความเป็นมาของตีกรับขับเสภาในแง่ของการละเล่น (การแสดง) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของร้องและทำเพลง โดยไม่ได้ล่วงล้ำก้ำเกินเข้าสู่เรื่องราวของโครงสร้างทางวรรณกรรม

          เพราะจำกัดเฉพาะเรื่องดนตรีและนาฏศิลป์ที่ถูกแช่แข็ง โดยผมไม่ปรารถนาจะเข้าสู่ดงวรรณกรรม เพราะสติปัญญายังย่อหย่อนอ่อนแอมาก

          ขอบพระคุณ อ. คริส และ อ. ผาสุก ที่ทำเรื่องขุนช้างขุนแผนด้านวรรณกรรมออกมาอย่างดีเยี่ยมและวิเศษยิ่ง เป็นที่ยกย่องสรรเสริญเจริญพรออกไปกว้างขวาง เพราะได้เนื้อหาก้าวหน้ากว่าที่เคยมีผู้ศึกษาค้นคว้ามาแต่ก่อน

if (document.currentScript) {