มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 28 สิงหาคม 2556

 

           เมืองอู่ทอง (ที่ อ. อู่ทอง จ. สุพรรณบุรี) รัฐบาลประกาศ“เป็นพื้นที่พิเศษเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน”

           สิ่งแรกที่ต้องทำเร่งด่วนเพื่อความ“ยั่งยืน”อย่างที่ประกาศ คือตีฆ้องร้องป่าวแบ่งปันสตอรี่เมืองอู่ทองให้คนท้องถิ่นอู่ทองและทั้งสุพรรณ กับนักท่องเที่ยวจากที่อื่นเข้าถึงอย่างง่ายๆ ไม่เป็นภาษาวิชาการขั้นเทพ และไม่เป็นทางราชการ

           ขอย้ำอีกว่า สตอรี่ง่ายๆ ไม่เป็นวิชาการ ไม่เป็นทางการ

           แต่ตั้งอยู่บนหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีและวรรณคดี เช่น

           1. เมืองอู่ทองมีพัฒนาการเก่าสุดในไทยภาคกลาง ลุ่มน้ำเจ้าพระยา มากกว่า 2,000 ปีมาแล้ว 2. ต้นทางประวัติศาสตร์ไทย 3. ต้นทางความเป็นไทยหลากหลายเผ่าพันธุ์ 4. ต้นทางพุทธศาสนาในไทย 5. ต้นทางชื่อสุวรรณภูมิ, สุพรรณภูมิ, สุพรรณบุรี, ขับเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน, และเหน่อ มีเสน่ห์

           หินตั้งในศาสนาผี ราว 2,000 ปีมาแล้ว บนเขาพุหางนาค มีสตอรี่โดดเด่นเป็นไฮไลต์ของเมืองอู่ทอง เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

           แต่อาจย่อยยับพับไป ถ้ารัฐบาลยังอนุญาตให้เอกชนระเบิดหินอย่างเห็นแก่ได้ส่วนตน แล้วราชการเอาหูไปนา เอาตาไปไร่ ทำมองไม่เห็น และทำไม่ได้ยินเสียงแอบระเบิดหินทุกวันบนเขาด้านหลัง ที่ส่งผลสะเทือนถึงหินตั้งจะพังลงทั้งหมดในอนาคต

           โรงเรียนทุกแห่งใน จ. สุพรรณบุรี ควรมีการเรียนการสอนประวัติความเป็นมาของเมืองอู่ทอง

           ขณะเดียวกันคนท้องถิ่นต้องกระตือรือร้นที่จะรู้สตอรี่เมืองอู่ทองด้วย ถ้าคนท้องถิ่นไม่เอาธุระเสียแล้ว การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนอาจย่อยยับได้

           รมต.ศึกษาฯ ควรบรรจุเรื่องนี้ในหลักสูตรทั่วประเทศ เพราะเมืองอู่ทองเป็นต้นทางประวัติศาสตร์ไทย และความเป็นไทยหลายเผ่าพันธุ์ดังกล่าว

           รมต.วัฒนธรรม ต้องเร่งตีฆ้องร้องป่าวแบ่งปัน ด้วยการสร้างกิจกรรมทันสมัยสม่ำเสมอในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง (เรื่องนี้ต้องหารือกันในรายละเอียดจริงจัง เพื่อมิให้กลายเป็นอีเวนต์โหลๆอย่างที่เคยมีเป็นวัฒนธรรมเฉพาะ)

           พระเครื่องเมืองสุพรรณที่ได้จากกรุเมืองอู่ทอง กับลูกปัดเมืองอู่ทอง ล้วนเป็นการตลาดที่มีประสิทธิภาพอย่างหนึ่ง เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองอู่ทองและเมืองสุพรรณ

           แต่ต้องทำการตลาดควบคู่ไปกับแบ่งปันแลกเปลี่ยนเรียนรู้สตอรี่เมืองอู่ทองที่เกี่ยวข้องพระเครื่องและลูกปัด ถึงจะเป็น“การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน”ได้ผลแท้จริง

           ถ้าเอาเงินหลวงทำการตลาดพระเครื่องกับเรื่องลูกปัดโดดๆ โดยไม่มีสตอรี่เกี่ยวข้อง ก็จะกลายเป็นแสวงหาประโยชน์โดยโปรโมตทางธุรกิจส่วนตัวด้วยเงินลงทุนจากรัฐ ที่บังหน้าด้วยเรื่องเมืองอู่ทอง ท้องถิ่นขาดทุน

           สถาบันสุวรรณภูมิ เมื่อแรกดำริให้มีขึ้นมาโดยท่านบรรหาร ศิลปอาชา และท่านขรรค์ชัย บุนปาน ก็เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมเรียบเรียงข้อมูลความรู้สำหรับแบ่งปันเผยแพร่สู่สาธารณะสม่ำเสมอ และกระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแบบยั่งยืนด้วย

           ปัญหาอยู่ที่สถาบันสุวรรณภูมิจะทำอะไร? สนับสนุนให้ทำพระเครื่องเรื่องลูกปัดขาย หรือทำความรู้แจก?