มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 27 สิงหาคม 2556

 

          อาเซียน หรืออุษาคเนย์ อยู่เขตมรสุมเดียวกัน ทั้งส่วนที่เป็นแผ่นดินใหญ่ และส่วนที่เป็นหมู่เกาะ

          จึงมีบรรพชนร่วมกัน และมีประวัติศาสตร์ร่วมกันอย่างแยกไม่ได้ แล้วมีศิลปะและวัฒนธรรมร่วมกันด้วย

          ฉะนั้น ถ้าอย่างง่ายๆ รวมๆ กว้างๆ ก็จะพูดได้อีกว่า ทั้งมอญ, เขมร, ลาว, มลายู, ฯลฯ ล้วนเป็นบรรพชนคนไทย จนรวมถึงเจ๊กกับแขกเปอร์เซีย

          นี่เป็นทางเลือกเพื่อตอบโต้คัดค้านประวัติศาสตร์ทางการ ที่มีอำนาจผลิตซ้ำเพื่อหล่อหลอมครอบงำคนไทยทั้งประเทศโดยผ่านระบบโรงเรียน และระบบสื่อมานานมากเกือบ 100 ปี แล้วยังมีอิทธิพลทางความคิดตกค้างอยู่ในคนชั้นนำทุกวันนี้

          ส่งผลให้รัฐกำหนดนโยบายทางการเมืองระหว่างประเทศ และการปกครองภายในบกพร่องผิดพลาด ดังมีพยานอยู่ที่กรณีปราสาทพระวิหาร และความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้

          ประวัติศาสตร์ทางเลือก เพิ่งมีขึ้นเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง โดยไม่มีอำนาจผลิตซ้ำผ่านระบบใดๆของทางการ มีแต่ผ่านสื่อเอกชนตามมีตามเกิดและตามยถากรรมอย่างเทียบทางการไม่ได้

          ทุกวันนี้ทางการหาหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีมายืนยันไม่ได้ตามที่ครอบงำมานาน ว่าคนไทยอยู่ตรงไหนของเทือกเขาอัลไต? แล้วอยู่อย่างไรในอาณาจักรน่านเจ้า? ซึ่งเท่ากับจริงๆแล้วอธิบายไม่ได้ว่าคนไทยเป็นใคร? มาจากไหน? ทางการเลยไม่อธิบาย แล้วทำลืมๆเลือนๆให้เรื่องค่อยๆเงียบไปเอง แต่ก็ไม่ยอมรับคำอธิบายทางเลือก

          ประเด็นคนไทยเป็นเผ่าพันธุ์ผสมหลากหลายไม่ได้มาจากไหน แต่อยู่ที่นี่ ที่อาเซียนอุษาคเนย์ เป็นแนวคิดประวัติศาสตร์ไทยทางเลือกหนึ่งเท่านั้น ที่ต้องผลิตซ้ำ หรือ“ขายของเก่า”ให้ถี่และกว้างขวางกว่าที่เป็นอยู่ขณะนี้ (เท่าที่ทำอยู่ยังน้อย และจำกัดในวงวิชาการแคบๆ โดยที่คนทั่วไปยังไม่รับรู้ด้วย) เพื่อตอบโต้คัดค้านประวัติศาสตร์ไทยทางการ

          ขณะเดียวกันก็กระตุ้นให้นักวิชาการทั้งหลายเสนอคำอธิบายอื่นๆเพิ่มขึ้นอีก จะได้มีทางเลือกมากขึ้น แต่น่าเสียดายที่ไม่ได้ผล

          นักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย มีภาระหน้าที่ต้องทำวิจัยงานวิชาการให้ก้าวหน้าสม่ำเสมอกว่าที่มีอยู่แล้ว พร้อมกันไปกับผลิตซ้ำหรือ“ขายของเก่า”ให้นักศึกษาทุกปี

          สื่อสาธารณะ มีภาระหน้าที่ติดตามความก้าวหน้างานวิจัยทางวิชาการของนักวิชาการ เพื่อนำเสนอแบ่งปันสู่สาธารณะ แต่ไม่มีหน้าที่และไร้ความรู้ความสามารถที่จะลงมือทำวิจัยได้ด้วยตนเอง

          ถ้านักวิชาการสถาบันต่างๆไม่มีงานวิชาการก้าวหน้าเรื่องคนไทยมาจากไหน? สื่อก็ไม่รู้จะเอาอะไรก้าวหน้ามาสื่อสารสู่สังคม จึงต้องแบ่งปันหรือ“ขายของเก่า”ผลิตซ้ำสม่ำเสมอในเรื่องที่ยังไม่เป็นที่รู้กว้างขวาง

          หรือจะเกี่ยงให้สื่อทำวิจัยเอง ก็เท่ากับนักวิชาการเอาเปรียบอยู่บนหอคอยงาช้าง แล้วสร้างภาระให้คนอื่นๆในไทย