มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 26 สิงหาคม 2556

 

          “ไม่ว่าเรื่องอะไร ก็ให้ย้อนดูประวัติศาสตร์”

          เป็นชื่อข้อเขียนเสมือนคำนำของ หิว ถิ๋นห์ (นายกสมาพันธ์สมาคมวรรณกรรมและศิลปะแห่งประเทศเวียดนาม) พิมพ์ในหนังสือดอกบัวบานในธารวรรณกรรม รวมเรื่องสั้นและบทกวีจากนักเขียนไทยและเวียดนาม (จัดทำและพิมพ์เผยแพร่โดย สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม พ.ศ. 2556)

          แค่ชื่อข้อเขียนก็บอกตื้นลึกชลธารวรรณกรรมในสำนึกของผู้เขียนที่เป็นกวีท่านนี้ ซึ่งควรแก่การยกย่องอย่างยิ่ง

          ชื่อข้อเขียน“ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ให้ย้อนดูประวัติศาสตร์” มีคำอธิบายว่ายกมาจากบท“คุณธรรมของมนุษย์” ในหนังสือเรื่องกฎหมายและจารีตไต-เวียดนาม (ของนักปราชญ์เวียดนาม 2 ท่าน) “รวมบทความวิชาการเกี่ยวกับกฎหมาย แต่สอดแทรกเนื้อหาที่น่าสนใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในสังคม จักรวาล จิตวิญญาณ เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และแนวคิดต่างๆเกี่ยวกับคุณธรรม”

          คำนำสองชิ้นในหนังสือดอกบัวบานในธารวรรณกรรม พาดพิงถึงข้อสงสัยในประวัติศาสตร์ไทยเรื่องคนไทยมาจากไหน? ว่ามีแนวโน้มชวนให้เชื่อถือบ่งชี้(มีตอนหนึ่งใช้คำ“อพยพ”)ว่ามาจากบริเวณลุ่มน้ำแดงในเวียดนาม

          บริเวณลุ่มน้ำแดงในเวียดนาม มีตำราหลายเล่มบอกว่าเป็นหลักแหล่งใหญ่ของคนพูดตระกูลภาษาไทย-ลาว อยู่ปะปนกับคนพูดตระกูลภาษามอญ-เขมร และตระกูลอื่นๆ

          ตระกูลไทย-ลาวกลุ่มนี้เรียกตัวเองว่าผู้ไทย (ผู้ แปลว่า คน, ไทย ก็แปลว่า คน หรือชาว) ส่วนคนไทยในประเทศไทยรู้จักทั่วไปในชื่อไทยดำ แต่มักเข้าใจคลาดเคลื่อนแล้วเรียกเหมารวมว่าลาวโซ่ง

          ศูนย์กลางของผู้ไทย (ซึ่งมีหลายกลุ่ม เช่น ผู้ไทยดำ, ผู้ไทยขาว, ผู้ไทยแดง,) อยู่เมืองแถน ปัจจุบันเวียดนามเรียก เดียนเบียนฟู อยู่ติดพรมแดนลาว ทางแขวงพงสาลี (ด้านเหนือแขวงหลวงพระบาง) ผมเคยติดสอยห้อยตามคณะนักวิชาการจากไทยไปถึงเมืองแถนเมื่อหลายปีมาแล้ว

          ต่อมามีพวกผู้ไทยกลุ่มหนึ่งทยอยเคลื่อนย้ายไปมาตามเส้นทางการค้าภายในสู่สองฝั่งโขง (บริเวณลาว-ไทยทุกวันนี้) ครูบาอาจารย์นักวิชาการบอกว่าน่าเชื่อว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นราวหลัง พ.ศ. 1500 เมื่อจีนเปิดการค้าทางทะเลด้วยตนเองอย่างกว้างขวาง

          ผู้ไทยกลุ่มที่ทยอยเคลื่อนย้ายไปมาตามเส้นทางการค้าภายใน ไม่ใช่“อพยพ” (ที่ให้ภาพยกโขยงถอนรากถอนโคนทั้งหมด) ไปเป็นคนไทยในประเทศไทย

          สิ่งสำคัญที่อยู่กับพวกผู้ไทย คือภาษาไทย ซึ่ง อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ อธิบายว่าเป็นภาษากลางทางการค้าภายใน แล้วกลายเป็นปัจจัยสำคัญของความเป็นคนไทย (ต่อไปข้างหน้า)

          ตรง“ภาษาไทยเป็นภาษากลางทางการค้าภายใน”นี่ต่างหากเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ที่ประวัติวรรณกรรมไทยไม่กล่าวถึง เพราะหลงทางไปติดหล่มตกหลุมดำเรื่องพ่อขุนรามคำแหงประดิษฐ์อักษรไทย

          ไทย หรือ คนไทย เป็นชื่อทางวัฒนธรรม ใช้เรียกคนหลายเผ่าพันธุ์ที่ประสมประสานทางสังคมวัฒนธรรม แล้วใช้ภาษาไทยเป็นหลักทางการสื่อสารในชีวิตประจำวัน

          ผู้ไทยกลุ่มหนึ่งจากเมืองแถนลุ่มน้ำแดงในเวียดนาม มีในตำนานขุนบรมว่าเคลื่อนย้ายลงไปตั้งหลักแหล่งอยู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งต่อมากลายเป็นส่วนหนึ่งของคนไทยที่ผสมปนเปอยู่ในวัฒนธรรมมอญ-เขมร แล้วพูดจาสื่อสารด้วยภาษาไทย

          แต่คนไทยทั้งมวลในประวัติศาสตร์สยามลุ่มน้ำเจ้าพระยา ไม่ได้มาจากลุ่มน้ำแดงในเวียดนาม

          “ไม่ว่าเรื่องอะไร ก็ให้ย้อนดูประวัติศาสตร์” แล้วจะพบสิ่งที่แสวงหา

          แต่นั่นไม่ใช่วิสัยของไทยทุกวันนี้ เพราะดอกบัวไม่บาน ในธารประวัติศาสตร์ ส่วนประวัติศาสตร์ที่มีและที่รู้จักก็ล้วนเพิ่งสร้างขึ้นใหม่ๆ หมาดๆd.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);