มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 6 สิงหาคม 2556

 

          เดินทางในปัจจุบัน เพื่อแสวงหาความสุขจากการท่องเที่ยวเป็นส่วนมาก ธุระอย่างอื่นเป็นรอง

          แต่สมัยโบราณกาลเป็นตรงข้าม เพราะเดินทางเป็นกิจกรรมเกี่ยวกับศาสนา คือจาริกแสวงบุญ เพื่อบำเพ็ญตบะ เพราะการคมนาคมและอื่นๆที่อำนวยความสะดวกยังไม่มีเหมือนสมัยปัจจุบัน

          เดินทางเป็นการจาริกแสวงบุญ ฟังคุ้นๆ

          แต่เดินทางเป็นการบำเพ็ญตบะนี่ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน เพิ่งตาสว่างเมื่ออ่านหนังสือชื่อ MAX WEBER วิถีแห่งการบำเพ็ญตบะและอาชีพการเมือง” โดย ธเนศ วงศ์ยานนาวา (สำนักพิมพ์ศยาม ราคา 190 บาท)

          จะยกหยิบประเด็นสำคัญๆมาวางเรียงกันก่อน ดังนี้

          “เป้าหมายหลักของการเดินทางสำหรับศาสนา ก็คือการหลีกหนีกิจกรรมทางเพศ”

          “คริสต์ศาสนาบางนิกาย ถือว่าการเดินทางเป็นเรื่องการไปพบกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์

          การเดินทางจึงเสมือนหนึ่งการแสวงหาหรือเดินทางทางจิตวิญญาณ เช่น ไปเยรูซาเล็ม, ไปเมกกะ เป็นต้น”

          “การเดินทางก็คือรูปแบบของการทรมานตนเอง”

          “การเดินทางต้องเป็นไปด้วยความยากลำบาก

          และเมื่อยากลำบากก็ทำให้การเดินทางสามารถที่จะเชื่อมโยงเข้ากับการบำเพ็ญตบะในศาสนา ดังจะเห็นได้จากการจาริกแสวงบุญ”

          ที่ยกมานี้ อ. ธเนศบอกไว้ว่าเป็นเรื่องทางศาสนาคริสต์ ซึ่งยังมีทางศาสนาอื่นด้วย

          แนวคิดในศาสนาพราหมณ์ การทิ้งบ้านและออกเดินขออาหารไปในดินแดนต่างๆ การจาริกแสวงบุญไปในที่ต่างๆ คือการละทิ้งเรื่องทางโลกและกิจกรรมทางเพศ

          “บ้านเป็นพื้นที่ของกิจกรรมทางเพศ

          การละทิ้งบ้าน แสดงให้เห็นถึงการละเว้นจากกิจกรรมทางเพศ”

          นิราศเรื่องแรกๆของล้านนา (เช่น นิราศหริภุญชัย) และของอยุธยา (เช่น กำสรวลสมุทร, ทวาทศมาส) ผมเคยสงสัยว่าจะไม่เดินทางจริง แต่แต่งเพื่อพิธีกรรมบำเพ็ญตบะ

          โวหารคร่ำครวญหวนโหยคะนึงหาในนิราศ ว่าพลัดพรากจากนางและจากบ้านเรือน ก็คือการพรรณนาว่าละเว้นกิจกรรมทางเพศ เพื่อบำเพ็ญตบะนั่นเอง

          แต่ปัจจุบันตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงกับอดีต เพราะการเดินทางท่องเที่ยวโดยทั่วไปของคนกลุ่มใหญ่ก็เพื่อกระตุ้นพลังทางเพศให้มีกิจกามกำหนัดเหนือกว่าปกติd.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);