Download PDF

มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 1 สิงหาคม 2556

 

          คนจำนวนไม่น้อยพากันแสดงตนเป็นคนดี ด้วยการประกาศตนให้คนทั่วไปรู้ ว่าเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาแบบไทยๆ (หรือศาสนาไทย)

          และคนอีกจำนวนไม่น้อยเหมือนกันต่างมีความเห็นคล้อยตามกัน ว่าไทยคล้ายๆจะโน้มไปเป็นรัฐทางศาสนา (เช่น วาติกัน และบางประเทศทางตะวันออกกลาง)

          เพราะแต่ละปีมีวันหยุดทางศาสนาหลายวัน แถมด้วยรณรงค์ให้งด(ซด)เหล้าเข้าพรรษา แล้วยังมีป้ายคำขวัญอื่นๆอีกไม่น้อยทางพุทธศาสนา

          ครูและนักเรียนจำนวนมากในจังหวัดต่างๆเป็นเหยื่อของอำนาจรัฐทางศาสนา เพราะโดนเกณฑ์ทั้งจากกระทรวงมหาดไทยกับกระทรวงศึกษาธิการ ให้เข้าขบวนแห่ตามประเพณีพิธีกรรมทางศาสนา และให้นุ่งขาวห่มขาวปฏิบัติธรรมประจำปี

          สำนักปฏิบัติธรรมที่มีพลังทางการเมืองและทุนทรัพย์ ย่อมมีอำนาจกำหนดให้ทางการเกณฑ์ครูทั้งโรงเรียนไปปฏิบัติธรรมตามแนวทางคำสอนของสำนักนั้น

          ครูทั้งโรงเรียนถูกเกณฑ์ไปปฏิบัติธรรมหลายวัน ตามข้ออ้างต่างๆนานาของทางการและสำนักที่จัดขึ้น เช่น อบรมสัมมนาเชิงปฏิบัติธรรม ฯลฯ

          นักเรียนทั้งโรงเรียนต้องหยุดเรียนหลายวัน เพราะครูไม่อยู่ เนื่องจากถูกทางการหน่วยเหนือเกณฑ์ไปปฏิบัติธรรมในนามอบรมสัมมนา

          อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ ตั้งคำถามไว้ท้ายบทความเรื่องปรารภบุญ (มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ 29 กรกฎาคม 2556 หน้า 6) ว่า“ความเป็นเถรวาทนั้นอยู่ตรงไหนกันแน่ และนักบวชในพระพุทธศาสนาไทยมีเสรีภาพที่จะไม่เป็นเถรวาทได้หรือไม่”

          ครูจำนวนหนึ่งฝากถามด้วยว่าครูใน“พระพุทธศาสนาไทย”มีเสรีภาพที่จะไม่ปฏิบัติธรรมหลายวันตามแบบที่ถูกเกณฑ์ได้หรือไม่?

          ระบบการศึกษาไทย ได้แนวทางจากเถรวาทไทย ให้ท่องจำตามคำสอนของครู โดยไม่สนับสนุนให้สงสัย จึงมีคติเป็นที่รู้กันว่า“ห้ามถาม ห้ามเถียง” ล้วนเป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้า จึงพยายามหาทางแก้ไขอย่างหนักหนาสาหัสทุกวันนี้ แต่ยังไม่สำเร็จ

          ยิ่งเกณฑ์ครูทิ้งโรงเรียนไปปฏิบัติธรรมตามเถรวาทไทยเข้มข้นอย่างนี้ ระบบการศึกษาไทยที่รัฐบาลแจกแท็บเล็ต เพื่อให้ก้าวหน้าเทียมอารยประเทศในทางโลก

          สงสัยจะก้าวหน้าทางธรรมแบบหลวงปู่เณรคำที่ต้องพึ่งดีเอสไอ}document.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);