มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 19 กรกฎาคม 2556

 

          ขุนแผนยุคอยุธยา ไม่มีขุนช้างและนางวันทอง เพราะเป็นตำนานวีรบุรุษ อยู่ในคำบอกเล่าชาวบ้านชาวเมืองยุคอยุธยา ที่เรียกเป็นทางการในภายหลังว่า “คำให้การชาวกรุงเก่า”

          คำให้การชาวกรุงเก่า เป็นเอกสารภาษาพม่า ที่ทางการพม่าจดจากคำให้การชาวเชลยอยุธยาที่ถูกกวาดต้อนไปพม่าครั้งกรุงแตก พ.ศ. 2310 ต่อมาทางการไทยได้เอกสารนี้จากหอหลวงของพม่า แล้วแปลเป็นภาษาไทย

          เรื่องขุนแผน มีแทรกอยู่ในหัวข้อเรื่องสมเด็จพระพันวษา เนื้อหาโครงเรื่องหลักมีอย่างเดียว คือพระพันวษาโปรดให้ขุนแผนออกจากคุก แล้วยกทัพไปตีได้เมืองเชียงใหม่ เพราะมีของดีของวิเศษคู่บุญ คือดาบฟ้าฟื้น กับม้าสีหมอก

 

ขุนแผน (ในคำให้การชาวกรุงเก่า)

          จะคัดมาให้อ่านเฉพาะเรื่องขุนแผน ดังต่อไปนี้ (โดยจัดย่อหน้าใหม่ ให้อ่านสะดวก)

          “พระเจ้าแผ่นดินพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า พระพันวษา ภาษาพม่าเรียกว่าพระเจ้าวาตะถ่อง แปลว่าสำลีพันหนึ่ง พระเจ้าแผ่นดินพระองค์นี้มีพระราชประวัติพิสดาร แต่กล่าวได้โดยเอกเทศ

          พระองค์มีพระมเหสีทรงพระนามว่าสุริยวงศาเทวี มีพระราชโอรสองค์หนึ่งด้วยพระมเหสี มีพระนามว่าพระบรมกุมาร

          ครั้นอยู่มา พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้าง มุ่งหมายจะเป็นสัมพันธมิตรสนิทสนมกับกรุงเทพทวาราวดี จึงส่งพระราชธิดาองค์หนึ่ง ซึ่งมีพระรูปลักษณะงามเลิศ เพิ่งเจริญพระชนม์ได้ 16 พรรษา พร้อมด้วยข้าหลวงสาวใช้ข้าทาสบริวารกับเครื่องราชบรรณาการเป็นอันมาก มีราชทูตเชิญพระราชสาส์น พร้อมด้วยเสนาอำมาตย์คุมโยธาทวยหาญ เชิญพระราชธิดามาถวายพระพันวษา ณ กรุงเทพทวาราวดี

          ครั้นมาถึงในกลางทาง ข่าวนี้รู้ขึ้นไปถึงนครเชียงใหม่ พระเจ้าโพธิสารราชกุมารผู้เป็นพระเจ้าแผ่นดินนครเชียงใหม่ในเวลานั้น ไม่ชอบให้กรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างมาเป็นมิตรไมตรีกับกรุงเทพทวาราวดี อยากจะให้กรุงศรีสัตนาคนหตุล้านช้างไปเป็นสัมพันธมิตรสนิทสนมกับนครเชียงใหม่ จึงคุมกองทัพลงมาซุ่มอยู่ ยกเข้าแย่งชิงพระราชธิดานั้นไปได้

          ฝ่ายพวกพลกรุงศรีสัตนาคนหุตที่พ่ายแพ้แตกหนี ก็รีบกลับไปทูลแจ้งเหตุแก่พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างให้ทรงทราบทุกประการ

          ครั้นประพฤติเหตุนี้ทราบเข้ามาถึงพระเจ้ากรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระพันวษา ก็ทรงพระพิโรธยิ่งนัก จึงตรัสแก่เสนาอำมาตย์ทั้งปวงว่าเจ้านครเชียงใหม่ดูหมิ่นเดชานุภาพของเรา เป็นผู้ไม่ตั้งอยู่ในยุติธรรม มาแย่งชิงนางผู้ที่เขาจำนงใจจะให้แก่เราดังนี้ ก็ผิดต่อกรรมบถมนุษย์วินัย จำจะยกขึ้นไปปราบปรามเจ้านครเชียงใหม่ให้ยำเกรงฝีมือทหารไทย ไม่ประพฤติพาลทุจริตดูหมิ่นต่อเราสืบไป จึงมีพระราชโองการตรัสสั่งให้เตรียมทัพ แลตรัสสั่งพระหมื่นศรีมหาดเล็กผู้เป็นขุนนางข้าหลวงเดิมคนสนิทไว้พระทัย ให้เลือกจัดหาทหารที่มีฝีมือกล้าศึกสงครามเข้ามาถวาย

          พระหมื่นศรีจึงกราบทูลว่าในทหารไทยในเวลานี้ ผู้ใดจะเป็นทหารเอกยอดดีไปกว่าขุนแผนนั้นไม่มี ด้วยขุนแผนเป็นผู้รู้เวทมนตร์เชี่ยวชาญใจกล้าหาญเป็นยอดเสนา แลมีใจกตัญญูกตเวทีรู้พระเดชพระคุณเจ้า หาตัวเปรียบได้ยาก บัดนี้ขุนแผนเป็นโทษต้องรับพระราชอาญาจำอยู่ ณ คุก ถ้าโปรดให้ขุนแผนเป็นทัพหน้ายกขึ้นไปตีเชียงใหม่ในครั้งนี้คงจะมีชัยชำนะโดยง่าย ไม่ต้องร้อนถึงทัพหลวงแลทัพหลังเพียงปานใด

          สมเด็จพระพันวษาก็ทรงระลึกได้ถึงขุนแผน ด้วยทรงทราบว่าเป็นทหารมีฝีมือมาแต่ก่อน จึงทรงพระกรุณาโปรดให้ขุนแผนพ้นโทษ มีรับสั่งให้พระหมื่นศรีนำขุนแผนเข้ามาเฝ้าโดยเร็ว

          พระหมื่นศรีได้รับสั่งแล้ว ก็ไปบอกนครบาลให้ถอดขุนแผนจากเรือนจำ นำตัวเข้ามาหมอบเฝ้าถวายบังคมต่อหน้าพระที่นั่งในท้องพระโรง

          ในขณะนั้นสมเด็จพระพันวษาจึงมีพระราชโองการตรัสถามขุนแผนว่าเฮ้ยอ้ายขุนแผน เอ็งจะอาสากูยกขึ้นไปตีนครเชียงใหม่ ปราบปรามเจ้าโยนกอันธพาลให้เห็นฝีมือทหารไทย รับนางคืนมาให้กูจะได้หรือมิได้ประการใด

          ขุนแผนจึงกราบบังคมทูลว่าข้าพระบาทผู้เป็นข้าทหาร ชีวิตอยู่ในใต้ฝ่าพระบาทของพระองค์ผู้ทรงพระเดชพระคุณปกเกล้าฯมาแต่ปู่และบิดา ข้าพระองค์ขอรับอาสาขึ้นไปตีนครเชียงใหม่ ปราบเจ้าโยนกให้กลัวเกรงพระเดชานุภาพของพระองค์ รับราชธิดาพระเจ้าล้านช้างคืนมาถวายจงได้ ถ้าตีนครเชียงใหม่ไม่ได้แล้วขอถวายชีวิต

          สมเด็จพระพันวษาได้ทรงฟังขุนแผนกราบทูลรับอาสาแข็งแรง ดังนั้นก็ดีพระทัยนัก จึงโปรดตั้งให้ขุนแผนเป็นแม่ทัพถืออาญาสิทธิ์คุมกองทัพทหารไทยยกขึ้นไปตีนครเชียงใหม่

          ขุนแผนจึงกราบถวายบังคมลา ยกกองทัพขึ้นไปถึงเมืองพิจิตร จึงแวะเข้าหาพระพิจิตรเจ้าเมือง ขอให้ส่งดาบเวทวิเศษกับม้าวิเศษที่ฝากไว้แต่ก่อนคืนมาให้ จะไปใช้ในการรบศึก

          ดาบวิเศษของขุนแผนนั้น ในภายหลังต่อๆ มามีผู้เรียกว่าดาบฟ้าฟื้น มีฤทธิ์เดชนัก ม้าวิเศษนั้นเรียกว่าม้าสีหมอก ขับขี่เข้าสู้สงครามหลบหลีกข้าศึกได้แคล่วคล่องว่องไวนัก

          ขุนแผนได้ดาบเวทวิเศษแลม้าวิเศษแล้วก็ลาเจ้าเมืองพิจิตร รีบยกขึ้นไปถึงแดนนครเชียงใหม่

          ฝ่ายเจ้านครเชียงใหม่รู้ว่ากองทัพกรุงศรีอยุธยายกขึ้นมา จึงแต่งกองทัพให้ยกออกมาสู้รบต้านทาน

          ขุนแผนแม่ทัพก็ขับพลทหารไทยเข้าต่อตีพลลาวยวนเชียงใหม่โดยสามารถ กองทัพเชียงใหม่ก็แตกพ่ายแพ้หนีกลับเข้าเมือง จะปิดประตูลงเขื่อนก็ไม่ทัน ขุนแผนก็ยกติดตามรบรุกบุกบั่นเข้าเมืองได้ ไล่ฆ่าฟันพลลาวล้มตายลงเป็นอันมาก

          ฝ่ายเจ้านครเชียงใหม่เห็นข้าศึกเข้าเมืองได้ ก็ตกใจไม่มีขวัญ จึงขึ้นม้าหนีออกนอกเมืองไป

          ขุนแผนจึงคุมทหารเข้าล้อมวัง ให้จับอัครสาธุเทวีมเหสีพระเจ้าเชียงใหม่ กับราชธิดาอันมีนามว่าเจ้าแว่นฟ้าทอง กับนางสนมน้อยใหญ่ของพระเจ้านครเชียงใหม่ให้รวบรวมไว้พร้อมด้วยกัน แลให้เชิญนางสร้อยทองราชธิดาพระเจ้านครล้านช้าง            ที่เจ้านครเชียงใหม่ไปแย่งชิงมาไว้ ให้ออกมาจากหอคำ จึงเชิญนางสร้อยทอง พระราชธิดาพระเจ้าล้านช้าง กับมเหสีราชธิดาพระเจ้านครเชียงใหม่ที่จับไว้ได้ เลิกกองทัพกลับลงมาถวายพระเจ้ากรุงศรีอยุธยา และกราบทูลข้อราชการทัพที่มีชัยชำนะนั้นให้ทรงทราบทุกประการ

          สมเด็จพระพันวษาก็มีพระทัยยินดีนัก จึงทรงพระดำริถึงทศพิธราชธรรม ตรัสว่าซึ่งเจ้านครเชียงใหม่สู้ฝีมือกองทัพไทยมิได้ หนีออกจากเมืองไป ทิ้งเมืองให้ว่างเปล่าไว้ไม่มีเจ้าปกครองดังนั้นไม่ควร สมณชีพราหมณ์ราษฎรจะได้ความเดือดร้อน จึงทรงตั้งอำมาตย์ผู้ใหญ่ให้เป็นข้าหลวงขึ้นไปเกลี้ยกล่อมราษฎรพลเมืองเชียงใหม่ ไม่ให้แตกตื่นวุ่นวาย ให้เสนาข้าราชการชาวเชียงใหม่นั้นไปติดตามเชิญพระเจ้านครเชียงใหม่กลับเข้ามาครอบครองบ้านเมืองอยู่เป็นปกติตามเดิมดังเก่า

          ในขณะนั้น พระองค์จึงโปรดพระราชทานบำเหน็จรางวัล เป็นต้นว่าเงินทองสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ขุนแผนผู้เป็นแม่ทัพ แลนายทัพนายกองตลอดจนพลโยธาทวยหาญ ผู้ไปรบศึกมีชัยชำนะมาในครั้งนั้นเป็นอันมาก

          ครั้นแล้วพระองค์จึงทรงตั้งนางสร้อยทองราชธิดาพระเจ้าศรีสัตนาคนหุตล้านช้างเป็นพระมเหสีซ้าย แลตั้งนางแว่นฟ้าทองราชธิดาเจ้านครเชียงใหม่ เป็นพระสนมเอก

          แต่มเหสีเจ้านครเชียงใหม่ผู้เป็นมารดานางแว่นฟ้าทองพระสนมเอกนั้น โปรดแต่งข้าหลวงพร้อมด้วยพลพาขึ้นไปส่งต่อพระเจ้านครเชียงใหม่ โดยพระทัยทรงพระกรุณา

          ฝ่ายข้าคนชายหญิงชาวนครล้านช้างแลชาวนครเชียงใหม่นั้น ก็ทรงโปรดให้ตั้งทำมาหากินอยู่ตามภูมิลำเนาในกรุงศรีอยุธยา

————————————————————————————-

          ฝ่ายขุนแผนซึ่งเป็นทหารเอกยอดดีมีชื่อเสียงปรากฏในกรุงศรีอยุธยาในครั้งนั้น เมื่อคิดเห็นว่าตนแก่ชราแล้ว จึงนำดาบเวทวิเศษของตนเข้าถวายสมเด็จพระพันวษา เพื่อเป็นพระแสงทรงสำหรับพระเจ้าแผ่นดินต่อไป

          พระองค์ทรงรับไว้เป็นพระแสงทรงสำหรับพระองค์ แล้วจึงทรงประสิทธิ์ประสาทนามว่าพระแสงปราบศัตรู แลทรงตั้งนามพระแสงขรรค์แต่ครั้งพระยาแกรกนั้นว่า พระขรรค์ไชยศรี โปรดให้มหาดเล็กเชิญตามเสด็จซ้ายขวา—–

 

ขับเสภา ขุนช้างขุนแผน

          ตำนานวีรบุรุษเรื่องขุนแผน จะเริ่มเป็นที่รับรู้เมื่อไร? กว้างขวางมากน้อยแค่ไหน? ในยุคอยุธยา ยังไม่เคยพบร่องรอยให้คาดเดาได้

          ช่างขับช่วงก่อนกรุงแตก จะเอาตำนานนิทานเรื่องขุนแผนไปเป็น “เสภาขับ” หรือยัง? ก็หาเบาะแสไม่ได้ นอกเสียจากคาดเดากันไปว่าน่าจะมีบ้าง แต่ยังไม่นิยมกว้างขวาง อาจเป็นเพราะไม่มีนางเอก ไม่มีตัวโกง ไม่ชิงรักหักสวาท เลยไม่สนุก

          ถึงกระนั้นก็น่าจะเป็นพลังสำคัญ ผลักดันให้มี “ขับเสภา” ยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดยช่างขับสืบจากอยุธยานั่นแหละสร้างเรื่องเพิ่มขึ้นให้มีตัวละครใหม่ๆ เช่น ขุนช้าง, นางวันทอง, ฯลฯ จนได้ชื่อเป็นที่รับรู้แพร่หลายสืบมาจนปัจจุบันว่า ขุนช้างขุนแผน