มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 12 กรกฎาคม 2556

 

          ไม่เคยพบต้นฉบับยุคอยุธยา เป็นตัวเขียนบนสมุดข่อย เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน (อย่างที่รู้จักแพร่หลายทุกวันนี้)

          เหตุที่ไม่เคยพบ ก็ไม่เป็นเพราะพม่าเผา ดังชอบอ้างกันบ่อยๆ

          หากเป็นเพราะไม่เคยมีครูเสภายุคอยุธยา แต่งเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนเป็นลายลักษณ์อักษรตั้งแต่ต้นจนปลาย เหมือนฉบับที่พิมพ์แพร่หลายทั่วไปในปัจจุบัน

          บทเสภาขุนช้างขุนแผนที่พิมพ์แพร่หลายทุกวันนี้ ชำระจากต้นฉบับตัวเขียนราว ร.3, 4 เท่านั้น (ตำนานเสภา พ.ศ. 2460) ไม่ใช่ต้นฉบับยุคอยุธยา

 

ยุคอยุธยา หาไม่พบ

          ถ้าเสภาแต่งยุคอยุธยายังมีเหลือบ้าง ตามที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงบอกว่า “หนังสือเสภาที่แต่งเมื่อครั้งกรุงเก่า เห็นจะศูนย์เสียแทบหมด” (ตำนานเสภา พ.ศ. 2460) คงพร้อมใจกันยกมาอ้างอิงเป็นหลักฐานสนั่นไปแล้ว

          แต่แล้วยุคอยุธยาไม่เคยพบต้นฉบับตัวเขียนบนสมุดข่อย     

          ต่างจากบทละครไม่ว่าละครใน, ละครนอก (ของชาวบ้าน) ล้วนมีต้นฉบับตัวเขียนบนสมุดไทยยุคอยุธยานับสิบเรื่อง เช่น นางมโนห์รา, พระรถเมรี, ราม เกียรติ์, ฯลฯ

          จนถึงบัดนี้ ยังไม่เคยมีใครพบต้นฉบับตัวเขียนบนสมุดข่อยยุคอยุธยาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน

          นักปราชญ์นักวิชาการที่บอกว่ามีฉบับใดฉบับหนึ่งในหอสมุดแห่งชาติ อายุถึงยุคอยุธยา ก็เพียงพูดลอยๆ เช่น คิดว่า, คาดว่า, น่าจะ, อาจจะ, สันนิษฐานว่า, ฯลฯ ครั้นตรวจสอบจริงๆ ก็ไม่เก่าขนาดนั้น

 

สำนวนที่มีก็ไม่เก่า

          บทเสภายุคอยุธยาถ้าจะมีจริง ก็มีเหลือมาเฉพาะในความทรงจำของคนเสภากรุงเก่าที่ยังมีอายุถึงกรุงรัตนโกสินทร์ ไม่ได้มีเป็นลายลักษณ์อักษรบนสมุดข่อย

          แต่สำนวนเก่าเสภาเหล่านั้นจะจริงหรือไม่จริงก็พิสูจน์ไม่ได้ตรงไปตรงมา เพราะสมเด็จฯ ยังทรงเห็นว่าไม่เหลือสำนวนเก่า เท่าที่มีอยู่ล้วนเป็นสำนวนแต่งใหม่หมดแล้ว ดังนี้

          “บทเสภาครั้งกรุงเก่าที่ได้มาถึงกรุงรัตนโกสินทรนี้ ได้มาด้วยมีคนเสภาครั้งกรุงเก่าเหลือมาบ้าง

          แต่บทที่คนเสภาเหล่านั้นจะได้หนังสือมาฤๅจำมาได้ก็จะไม่กี่ตอน สักว่าได้มาพอเป็นเชื้อบทเสภาที่ขับกันในกรุงรัตนโกสินทรนี้

          แม้ในชั้นสำนวนเก่า ได้สังเกตสำนวนดู เชื่อได้ว่าเป็นของที่คิดแต่งขึ้นใหม่ในกรุงรัตนโกสินทรทั้งนั้น(ตำนานเสภา พ.ศ. 2460)

          ขุนช้างขุนแผนฉบับวัดเกาะบางบท สมเด็จฯ ทรงวินิจฉัยว่า “คล้ายกลอนครั้งกรุงเก่า” (วรรณกรรมบอกเล่า และเสภาขุนช้างขุนแผน ฉบับวัดเกาะ โดย คริส เบเกอร์ และผาสุก พงษ์ไพจิตร ในอ่าน วารสารรายสามเดือน ฉบับมกราคม-มีนาคม 2556 หน้า 189-190) ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นกลอนกรุงเก่าจริงๆ หากเป็นแค่คล้ายเท่านั้น เพราะคนยุคต้นกรุงเทพฯ แต่งกลอนอย่างกรุงเก่าทั้งนั้น เช่น ร.1, กรมพระราชวังบวรฯ, เจ้าพระยาพระคลังฯ, ฯลฯ กลอนจะต่างจากกรุงเก่าก็ราว ร.3 เมื่อได้กลอนแบบสุนทรภู่เป็นต้นแบบ

 

พม่าไม่ได้เผาหนังสือเสภา

          สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายในตำนานเสภาว่า “หนังสือเสภาที่แต่งเมื่อครั้งกรุงเก่า เห็นจะศูนย์เสียแทบหมด” แต่ไม่ใช่เพราะพม่าเผา ทรงอธิบายว่าเป็นเหตุอื่น เช่น

          ไม่จำเป็นต้องใช้หนังสือบทเสภาเพราะขับจากความจำ เมื่อท่องจำได้แล้วก็ไม่ต้องใช้หนังสืออีก ถึงมีหนังสือมาก็ปกปิดไว้ไม่ให้คนอื่นคัดลอก เพื่อป้องกันมิให้คู่ตรงข้ามมีสำนวนดีขับแข่ง ฯลฯ ดังนี้

          หนังสือเสภาที่แต่งเมื่อครั้งกรุงเก่าเห็นจะศูนย์เสียแทบหมด

          ด้วยหนังสือเสภาผิดกับหนังสือบทละครและหนังสือสวด เพราะลักษณะการเล่นละครและสวดต้องอาศัยหนังสือ ใครเล่นละครก็จำต้องมีหนังสือบทสำหรับโรง ถ้าไม่มีหนังสือก็เล่นละครไม่ได้ หนังสือสวดก็ต้องใช้ในเวลาสวดโดยทำนองเดียวกัน

          แต่หนังสือเสภาไม่เช่นนั้น แต่งขึ้นสำหรับให้คนขับท่องพอจำได้ จำได้แล้วก็ไม่ต้องใช้หนังสือ       

          ใช่แต่เท่านั้น ใครแต่งหนังสือเสภาขึ้นสำหรับขับหากิน น่าจะปิดหนังสือด้วยซ้ำไป เพราะกลัวผู้อื่นจะได้ไปขับแข่งตน จะให้อ่านท่องก็เห็นจะเฉพาะที่เป็นศิษย์หา

          หนังสือเสภาย่อมจะมีน้อย และเป็นของปกปิดกัน จึงสาบศูนย์ง่าย ไม่เหลือลงมามากเหมือนหนังสือบทละครและหนังสือสวดครั้งกรุงเก่า(ตำนานเสภา พ.ศ. 2460)  

 

วรรณกรรมอื่นๆ มีเหลือมาจากอยุธยา    

          บทเสภาถ้าจะมี (โดยสมมุติเท่านั้น แต่จริงๆ ไม่เคยมี) ก็ไม่น่าจะถูกพม่าเผาทั้งหมด

          เพราะวรรณกรรมอื่นๆ ยุคอยุธยาที่เป็นสมุดข่อยตกทอดมาก็ยังเหลือมาก โดยไม่ถูกพม่าเผา หรือถูกเผาไม่หมด

          เช่น รามเกียรติ์, นางมโนห์รา, พระรถเมรี, กฎหมาย (ตราสามดวง), โองการแช่งน้ำ, กำสรวล (สมุทร), ยวนพ่าย, ทวาทศมาส, ฯลฯ

          ทำไมพม่าจะเลือกเผาหมดเฉพาะหนังสือเสภา? น่าอัศจรรย์ใจ

 

ขุนแผน     

          ไม่เคยพบต้นฉบับยุคอยุธยาบทเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน

          แต่มีเรื่องขุนแผนยุคอยุธยา เป็นตำนานวีรบุรุษ อยู่ในคำให้การชาวกรุงเก่า แทรกอยู่ในเรื่องสมเด็จพระพันวษา

          มีเนื้อหาโดยสรุปว่าขุนแผนติดคุกเป็นคนโทษ ต่อมารับอาสาไปตีได้เชียงใหม่ โดยมีของดีคู่บุญ คือ ดาบฟ้าฟื้นและม้าสีหมอก เมื่อแก่ตัวจึงถวายดาบฟ้าฟื้น พระพันวษาทรงให้นามใหม่ว่า พระแสงปราบศัตรู คู่กับพระแสงขรรค์ชัยศรี

          ผมเคยเขียนประเด็นนี้ไว้อย่างละเอียดอยู่ในหนังสือ ขุนช้างขุนแผนแสนสนุก (สำนักพิมพ์มติชน รวมพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2545)

 

ไม่มีขุนช้างกับนางวันทอง

          ตำนานวีรบุรุษเรื่องขุนแผน ในคำให้การชาวกรุงเก่า ไม่มีตัวละครสำคัญ เช่น ขุนช้างและนางวันทอง ฯลฯ

          แสดงว่าขุนช้างและนางวันทองเป็นตัวละครที่แต่งเติมสมัยหลัง พร้อมตัวละครอื่นๆ แต่ไม่รู้แต่งเติมเข้ามาเมื่อไร

 

“เสภาขับ” ขุนช้างขุนแผน     

          ตัวละครขุนช้าง, ขุนแผน, วันทอง ถ้าจะมีเล่าสู่กันฟังแล้วในยุคปลายอยุธยา ก็ไม่ถือเป็นผิดปกติ และควรจะมีจริงแพร่หลายแล้วโดยขยายความจากตำนานวีรบุรุษ

          และถ้าจะมีเสภาขับ (ไม่ใช่ขับเสภา) คือ เสภาขับคลอรับด้วยมโหรี เรื่องขุนช้างขุนแผนดังกล่าวก็ไม่ผิดกติกา เสียแต่ว่ายังไม่เคยพบหลักฐานตรงๆ

document.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);