มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 31 กรกฎาคม 2556

 

           เหล้าและเบียร์ในไทย ไม่อนุญาตรายย่อยผลิตอย่างเสรี แต่รายใหญ่ทำได้ ซึ่งต่างจากนานาอารยประเทศ รายย่อยรายใหญ่ทำได้สะดวก เช่น ญี่ปุ่น

           เพิ่งรู้เมื่ออ่านบทความเรื่อง ข้าว เหล้า ไวน์ ของ กานดา นาคน้อย จากเว็บประชาไท ว่าถ้ารายย่อยทำสุราได้อย่างเสรี จะช่วยขยายตลาดข้าวอีกมาก

           จึงอยากให้ช่วยกันอ่านเจริญสติปัญญาช่วงหน้าข้าว หน้าเหล้า หน้าเข้าพรรษานี่แหละ ประเสริฐนัก จะเลือกเฉพาะที่อร่อยๆมาปรับปรุงแล้วแบ่งปัน ดังนี้

           แม้ว่าในยุครัฐบาลทักษิณ 1 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ส่งเสริมการใช้ผลผลิตทางการเกษตรทำสุรากลั่นชุมชนของประชาชนในท้องถิ่น การส่งเสริมดังกล่าวมีข้อจำกัดมากจนเกินกว่าจะเรียกได้ว่าไทยเปิดเสรีสุราแล้ว ข้อจำกัดที่สำคัญมีดังต่อไปนี้”

           1. อนุญาตให้ผลิตสุราชุมชนได้ทั้ง “สุรากลั่น” ไม่เกิน 40 ดีกรี และ “สุราแช่” ไม่เกิน 15 ดีกรี แต่ไม่ให้ผลิต “สุราแช่ประเภทเบียร์”

           “ประเด็นสำคัญคือมติ ครม. สงวนสุราแช่ประเภทเบียร์ไว้ให้ผู้ผลิตรายใหญ่ หมายความว่ารัฐบาลยินยอมให้ผู้ผลิตเบียร์ไม่กี่รายเป็นอภิมหาเศรษฐีโดยไม่แบ่งกำไรให้ผู้ผลิตชุมชน

           การจำกัดไม่ให้ผลิตไวน์ที่สูงกว่า 15 ดีกรีเป็นการสงวนไว้ให้กับผู้ผลิตรายใหญ่และไวน์นำเข้าจากต่างประเทศ

           ประชาชนที่ถือศีล 5 อาจจะหวาดกลัวว่าการเปิดเสรีจะทำให้อาชญากรรมเพิ่มขึ้น ขอแนะนำให้ศึกษากรณีของญี่ปุ่น

           ญี่ปุ่นอนุญาตให้รายย่อยผลิตสุราแช่ได้สารพัดจนนับไม่ถ้วน แต่ญี่ปุ่นมีอาชญากรรมน้อยติดอันดับโลก”

           2. กำหนดว่าสุรากลั่นชุมชนต้องติดฉลากว่า “สุราขาว”

           การจำกัดฉลากว่าสุราขาวหรือที่เรียกกันว่า “เหล้าขาว” ทำให้มีภาพพจน์ว่าสุราชุมชนเป็นสินค้าคุณภาพต่ำ ทั้งๆ ที่สุรากลั่นในต่างประเทศมีคุณภาพหลากหลายและมีชื่อเรียกสารพัดแล้วแต่ว่าใช้วัตถุดิบอะไร

           ที่จริงแล้วสุรากลั่นที่ตีตลาดโลกจนขายดีที่สุดในโลกคือสุรากลั่นเกาหลีใต้ ที่ทำจากข้าว (เดี๋ยวนี้ใช้แป้งชนิดต่างๆ รวมทั้งแป้งมันสำปะหลังด้วย)

           รัฐบาลควรยกเลิกการจำกัดฉลากสุราชุมชนด้วยคำว่า “สุราขาว” และตั้งชื่อใหม่ตามแต่วัตถุดิบเพื่อยกระดับภาพพจน์ของสุรากลั่นในลักษณะเดียวกับสุราแช่ที่ผลิตจากผลไม้และข้าว

           ถ้าสุรากลั่นชุมชนสามารถติดฉลากในลักษณะเดียวกับ “ไวน์คูลเลอร์” หรือ “ไวน์” ก็จะช่วยขยายตลาดข้าว (และสินค้าเกษตรต่างๆ) ให้กว้างขึ้น

           3. อำนาจของอธิบดีกรมสรรพสามิตที่จะอนุญาตให้ผลิตสุราชุมชนหรือไม่ยังอ้างอิง พ.ร.บ. สุรา พ.ศ. 2493 ที่กีดกันการแข่งขัน

           สาระสำคัญของ พ.ร.บ. ดังกล่าวคือการส่งเสริมการผูกขาดการผลิตและจำหน่ายสุรา โดยผู้ผลิตรายใหญ่ที่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาล

           การกีดกันด้วยอัตราภาษีนำเข้า ทำให้ผู้ผลิตในประเทศไม่กี่รายที่รัฐบาลคุ้มครองอยู่ ขายสุราด้วยราคาแพงได้

           พ.ร.บ. สุรา พ.ศ. 2493 โดนแก้มาหลายครั้งโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับอัตราภาษี แต่ยังไม่ยกเลิก

           ที่สำคัญ อำนาจของอธิบดีกรมสรรพสามิตที่จะอนุญาตให้ผลิตสุราหรือไม่นั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลง

           พ.ร.บ. นี้เก่าแก่ล้าหลังและสนับสนุนการผูกขาดยิ่งกว่า พ.ร.บ. การธนาคารพาณิชย์   

           ก้าวไปให้พ้นการจำนำข้าว กานดา นาคน้อย บอกในบทความไว้ดังนี้

           การเปิดเสรีสุราสามารถเปลี่ยนโครงสร้างการตลาดเพื่อช่วยชาวนาและเกษตรกร โดยรวมในระยะยาวได้ การเปิดเสรีสุราเป็นนโยบายทั่วไปในประเทศที่พัฒนาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหรัฐ หรือประเทศพัฒนาแล้วในยุโรปตะวันตก

           การเปิดเสรีไม่ได้หมายความว่าใครก็ลุกขึ้นมาผลิตสุราขายได้เหมือนขายเสื้อ แต่หมายความว่ากระบวนการให้ใบอนุญาตโปร่งใสและตรวจสอบได้กว่ากระบวนการของไทย และกฎหมายสนับสนุนการแข่งขันไม่ใช่ส่งเสริมการผูกขาด

           การเปิดเสรีสุราดีกว่าการจำนำข้าวที่มีผลระยะสั้น

           ราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกผันผวนมาก ดังนั้นรัฐบาลควรเลิกยึดติดกับสถานะ ‘ผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ในตลาดโลก’

           การเปิดเสรีสุราจะช่วยขยายตลาดในประเทศให้แก่ข้าวและผลผลิตการเกษตรอื่นๆ    

           ไหนว่า ไทย แปลว่า เสรี มีอิสระ ไงล่ะ? ทำอย่างนี้ หลอกกันนี่หว่าif (document.currentScript) {