มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 28 มิถุนายน 2556

 

          ขับเสภา ยังไม่มีในยุคอยุธยา เมื่อเรือน พ.ศ. 2200

          มีแต่ช่างขับตีกรับคู่ ทำจากไม้ไผ่ (ไม่เรียกตีกรับขับเสภา) แล้วขับลำเป็นทำนอง โดยมีเครื่อง (ดนตรี) บรรเลงเพลงต่างๆ พร้อมกันไปด้วย มีบอกในจดหมายเหตุลาลูแบร์ว่า

          “การร้องขับประกอบดนตรี ลางทีก็ใช้ไม้ 2 ชิ้นสั้นๆ อันเรียกว่ากรับ (crab) ขยับให้กระทบกันไปพร้อมๆ กับขับร้องเพลง ผู้ที่ร้องเพลงนั้นเรียกว่า ช่างขับ (Tchang-cab) เขาหามาเล่นในวันสุกดิบ (ก่อนวันแต่งงานหนึ่งวัน) พร้อมกับเครื่องดนตรีหลายชิ้น”

          [ลา ลูแบร์ เป็นอัครราชทูตของราชสำนักฝรั่งเศส เดินทางมาเจริญทางพระราชไมตรีกับสยามอยุธยา ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ (เมื่อ พ.ศ. 2229 แล้วกลับฝรั่งเศส พ.ศ. 2230 อยู่สยามอยุธยา 3 เดือน 6 วัน) เขียนบันทึกเป็นภาษาฝรั่งเศสชื่อจดหมายเหตุลาลูแบร์ แปลเป็นภาษาไทยโดย สันต์ ท. โกมลบุตร สำนักพิมพ์ก้าวหน้า พ.ศ. 2510 หน้า 304-305]

 

ทำนองขับและเนื้อเรื่อง

          ช่างขับตีกรับขับลำพร้อมดนตรีในงานแต่งงานยุคอยุธยาที่ลาลูแบร์จดไว้ ขับเรื่องอะไร? ทำนองขับยังไง? ไม่มีบอกในบันทึก

          แต่ประเพณีของราษฎรทั่วไปในการละเล่นเพลงดนตรีเป็นมหรสพสมัยก่อนๆ มีร่องรอย ดังนี้

          1. เล่นเพลง

          ภาคกลางเรียก แม่เพลง พ่อเพลง, ภาคเหนือและลุ่มน้ำโขงตอนบนเรียกรวมๆ ว่า ช่างขับ, ภาคอีสานและสองฝั่งโขงใกล้เวียงจันเรียกรวมๆ ว่า หมอลำ, โคราชเรียกรวมๆ ว่า หมอเพลง

          มีแบบแผนทั่วไปว่าหญิงชายร้องโต้ตอบกันเป็นลำดับ คือ ชิงชู้, ลักหาพาหนี,  ตีหมากผัว

          ระหว่างร้องโต้ตอบ ต่างฝ่ายต่างสอดแทรกนิทานสั้นบ้าง ยาวบ้าง เพื่ออวดฝีปาก และโน้มน้าวหรือโต้ตอบฝ่ายตรงข้าม

          นิทานที่ยกมาว่ากันเป็นคำร้องคำขับลำ คือ นิทานท้องถิ่นที่รู้กันดีอยู่แล้ว และนิทานชาดกที่แพร่หลายสมัยนั้น ถ้ายุคอยุธยาก็มีพระรถเมรี, นางมโนห์รา, สังข์ทอง

          2. เล่นดนตรี

          ดนตรีที่ราษฎรในยุคอยุธยาทั่วไปเล่นกัน มีหลักฐานในกฎมณเฑียรบาล ว่า “ร้องเพลงเรือ เป่าปี่ เป่าขลุ่ย สีซอ ดีดจะเข้ กระจับปี่ ตีโทนทับ โห่ร้อง”

          เครื่องมือเหล่านี้ปัจจุบันเรียกเครื่องสาย หมายถึงเครื่องดนตรีหลักใช้บรรเลงทำนองล้วนเป็นเครื่องมีสาย ส่วนอย่างอื่นเป็นเครื่องทำจังหวะ

          ดนตรีที่ใช้ขับกล่อมในราชสำนัก แล้วมักมีในวัดตามหมู่บ้านให้ราษฎรเล่นด้วยพบหลักฐานในอนิรุทธคำฉันท์ว่าประกอบด้วย เปี๊ยะ, ติง (เครื่องดีด), พิณ (ซึง), แคน, ปี่ (อ้อ, เรไร, จุ่ม), สะล้อ (ซอ), ฯลฯ

          ทุกวันนี้เรียก สะล้อซอซึง ยังมีอยู่ทางภาคเหนือและลุ่มน้ำโขงตอนบน

 

ขับซอ เล่านิทาน

          คนยุคอยุธยามีที่มาจากหลายเผ่าพันธุ์ มีทั้งคนดั้งเดิมลุ่มน้ำเจ้าพระยา กับคนเคลื่อนย้ายเข้ามาจากภายนอกรอบทิศทาง

          แต่มีคนพวกหนึ่งเคลื่อนย้ายลงมาจากสองฝั่งโขงทางเมืองหลวงพระบาง พร้อมประเพณี ขับซอ เล่านิทาน ดังที่พบในโคลงพระลอว่า “ขับซอยอราช” (เพื่อบอกเล่าสรรเสริญพระลอ) และ “ขับซอยอยศ” (เพื่อบอกเล่าสรรเสริญพระเพื่อนพระแพง)

          น่าเชื่อว่าคนพวกนี้มีช่างขับตีกรับไม้ไผ่คู่หนึ่ง ขับเล่านิทาน โดยมีแคน สะล้อซอซึงบรรเลงรับ แล้วรับจ้างเล่นในงานทั่วไป เช่น งานแต่งงาน เป็นต้น

 

ขับแคน เล่านิทานพระรถเมรี

          ประเพณีช่างขับ เล่นขับแคนเล่านิทานต่างๆ เป็นมหรสพในงานทั่วไป มีเค้าลางเบาะแสอยู่ในนิราศเมืองหลวงพระบาง [ของนายร้อยเอกหลวงทวยหาญรักษา (เพิ่ม) พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2434] สมัย ร.5

          กลอนนิราศพรรณนางานสมโภชเจดีย์เมืองหลวงพระบาง ตอนหนึ่งว่ามีขับทำนอง “ลาวอ่านหนังสือ” ตั้งแต่หัวค่ำจนถึงสว่าง มีดังนี้

          “นิมนต์เจ้าหัวขรัวลาวกล่าวคาถา               สวดภาษาลาวสิ้นระบิลสาร

          ครั้นสิ้นแสงสุริยาเวลากาล                        มีลาวอ่านหนังสือร้องทำนองนวล

          ทั้งสาวหนุ่มประชุมล้อมกันพร้อมพรั่ง        เอาผ้าบังโอษฐ์โอยทำโหยหวน

          กล่าวคำโลมโฉมศรีให้ยียวน                      ผู้สาวทวนถ้อยชายพี่อ้ายเอย

          น้องนี้มักฮักเว้ากับเจ้าแท้                           ให้ตับแก้กินขิงข้าจริงเอ๋ย

          ช่างสบถลดเลียบพูดเปรียบเปรย                 เหลือจะเชยชื่นคำเขารำพัน

          จนรุ่งรางสร่างศรีรวิไข                                ช่วยกันใส่ธารณะให้พระฉัน

          เลี้ยงสำเร็จเสร็จลาจากท่าพลัน                 โดยอรัญวาเรศประเทศทาง

          อีกตอนหนึ่งในงานเลี้ยงทหารที่ยกทัพขึ้นไปจากกรุงเทพฯ ถึงหลวงพระบาง ว่ามีเล่น “ลาวขับแคน” เรื่องพระรถเมรี ดังนี้

          “ดูการเล่นเป็นที่เจริญรับ                          มีลาวขับแคนเสียงสำเนียงสนอง

          ประชันวงคงคู่ดูทำนอง                              ที่ประลองโลมเลี้ยวเข้าเกี้ยวกัน

          พวกทหารนักสวดประกวดเสียง                 ขึ้นร้านเรียงร้องลำคำกระสัน

          พูดภาษาลาวญวนเสสรวลกัน                    แต่ตัดอันออกเรื่องเยื้องกระบวน

          เมื่อพระรถพาเมรีเที่ยวลีลาศ                     ออกประพาสไพรพนมเที่ยวชมสวน

          เขาแคลงจิตคิดความจะลามลวน                 แปลงสำนวนเป็นอิเหนาเมื่อเข้าดง

          เขาเกรงร้ายหมายความไปตามเล่ห์             ว่าเมืองเมรีตั้งดังประสงค์

          จะเท็จจริงกริ่งตรึกนึกจำนง                      ไม่ตกลงเหลือจะเล่าในเค้าเดิม

          ถ้าดูตามเนื้อความในนิราศหลวงพระบาง จะเห็นว่ามีหมอแคนเป่าแคนคลอ แล้วช่างขับทำเสียง “โหยหวน” ขับเรื่องพระรถเมรี ซึ่งเป็นนิทานบรรพชนลาว (มีในตำนานพงศาวดารหลวงพระบาง) แล้วเป็นที่นิยมของชาวบ้านยุคอยุธยา เพราะมีบทละคร (นอก) เรื่องพระรถเมรีอยู่ด้วย เล่นคู่กับเรื่องนางมโนห์รา

          ช่างขับยุคอยุธยาที่ลาลูแบร์บันทึกไว้ น่าจะมีลักษณะขับเล่านิทานโต้ตอบกันคล้ายที่มีร่องรอยอยู่เมืองหลวงพระบาง สมัย ร.5 ดังที่ยกมานี้

} else {