มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 21 มิถุนายน 2556

 

          ขับเสภา เป็นคำผูกขึ้นใหม่ตั้งแต่เมื่อไร? ครั้งไหน? ไม่พบหลักฐานตรงๆ แม้ในยุคอยุธยาก็ไม่พบ แต่เพิ่งนิยมเรียกกันแพร่หลายยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์

          มีร่องรอยเก่าแก่พอจะสืบค้นได้ ว่าขับเสภามีต้นตอจากประเพณีขับไม้ของคนทุกชาติพันธุ์ในอุษาคเนย์

 

ขับไม้

          มนุษย์เปล่งเสียงถ้อยคำคล้องจอง พร้อมกับถือไม้ตีกระทบกันให้มีเสียงคลอเคล้าไปด้วย เพื่อวิงวอนร้องขออย่างใดอย่างหนึ่งต่ออำนาจเหนือธรรมชาติ

          นับเป็นเริ่มแรกของประเพณีที่ตระกูลไทย-ลาวเรียกกันต่อมาว่าขับไม้ หมายถึงขับร้องพร้อมกับตีไม้เป็นจังหวะ ซึ่งน่าจะมีในกลุ่มชนทุกชาติพันธุ์ของอุษาคเนย์ แต่เรียกชื่อเป็นอย่างอื่น

 

ขับไม้สองฝั่งโขง ลงเจ้าพระยา

          ขับ และ ลำ เป็นการละเล่นดั้งเดิมของชาวบ้านในตระกูลไทย-ลาวที่มีความหมายเดียวกันมาแต่ยุคเริ่มแรก คือการเปล่งเสียงและถ้อยคำเป็นทำนองอย่างเสรีมีความยาวไม่แน่นอน โดยเน้นถ้อยคำเป็นหลักนำทำนอง มักเล่นเล่าเรื่องและโต้ตอบระหว่างหญิง-ชาย

          ประเพณีขับและลำเคยแพร่หลายอยู่ในกลุ่มชนไทย-ลาวทุกท้องถิ่น เช่น กลุ่มลุ่มแม่น้ำแดง-ดำ ในภาคเหนือของเวียดนาม, กลุ่มลุ่มน้ำโขงตั้งแต่เขตสิบสองพันนาในมณฑลยูนนานของจีนลงมาตลอดแนวไทย-ลาว, กลุ่มลุ่มน้ำสาละวิน ในภาคเหนือของพม่า (รวมกลุ่มลุ่มน้ำพรหมบุตรในแคว้นอัสสัมของอินเดียด้วย), และกลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา (มีรายละเอียดอีกในหนังสือร้องรำทำเพลง พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2532)

          การขับหรือลำยุคแรกๆ ใช้กรับทำด้วยกระบอกไม้ไผ่หรือซีกไม้ไผ่กระทบกันเป็นทำนองหรือจังหวะคลอเคล้าเสียงขับลำ มีร่องรอยเหลืออยู่ในกลุ่มชนเผ่าพันธุ์ต่างๆ ในภูมิภาคอุษาคเนย์ โดยเฉพาะตระกูลไทย-ลาวทางสองฝั่งโขงและสาละวิน เรียกการละเล่นอย่างนี้ต่อไปข้างหน้าว่า ขับไม้

          ส่วนตระกูลไทย-ลาวทางภาคอีสานมีไม้สองอันเรียก กั๊บแก้บ ตีกระทบประกอบจังหวะลำ เรียก หมอลำกั๊บแก้บ หรือ หมอลำกรับ

          กลุ่มชนตระกูลไทย-ลาวจากสองฝั่งโขง เคลื่อนย้ายลงมาตั้งหลักแหล่งที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตั้งแต่หลัง พ.ศ. 1500

          ต่อไปข้างหน้าคนกลุ่มนี้จะเรียกตัวเองว่าไทย หรือคนไทย พร้อมการละเล่นขับลำและขับไม้สืบถึงปัจจุบัน แต่จะต่างเป็น 2 ระดับ คือ ราชสำนัก กับราษฎร

 

ขับไม้ ของราชสำนัก

          เมื่อตระกูลไทย-ลาว มีอำนาจขึ้นใหญ่เป็นพระเจ้าแผ่นดินอโยธยา-อยุธยา ก็พัฒนาประเพณีขับไม้ให้อลังการ ใช้งานพิธีกรรมในราชสำนัก

          โดยประสมประสานกับประเพณีบรรเลงพิณ (เครื่องมีสาย ใช้ดีดเป็นทำนอง)ของราชสำนักตระกูลมอญ-เขมร ที่มีมาก่อนเข้าด้วยกัน แล้วเรียกชื่อใหม่ว่าเสภาดนตรี กับ เสภามโหรี (เคยอธิบายในฉบับก่อนๆ แล้ว)

          ร่องรอยขับไม้บรรเลงพิณ หรือเสภาดนตรี, เสภามโหรี พบในอนิรุทธคำฉันท์ ว่าขับเป็นคำกาพย์และคำฉันท์ (ลเบงเฉ่งฉันท์) มีเครื่องบรรเลงต่างๆ เช่น เปี๊ยะ, ติง (ซึง), พิณ, แคน, ปี่ (อ้อ, จุ่ม, เรไร), สะล้อ (ซอ), ฯลฯ

          ปัจจุบันรู้จักประเพณีนี้ในชื่อ ขับไม้เรื่องพระรถเสน และ ร้องมโหรีเรื่องพระรถเสน

          ขับไม้ มีพัฒนาการศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น จนสุดท้ายประกอบด้วย 3 คน คือ คนขับลำนำ (สืบเนื่องจากช่างขับ), คนสีซอสามสาย (เป็นเครื่องมือจากเปอร์เซีย), คนไกวบัณเฑาะว์ (เป็นเครื่องมือในพิธีกรรมพราหมณ์)

          มีพระอธิบายของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ สรุปว่า เปลี่ยนจากพิณเป็นซอสามสาย เพราะหาคนบรรเลงพิณมีฝีมือดีได้ยากขึ้น แล้วเปลี่ยนจากตีกรับเป็นไกวบัณเฑาะว์ เพื่อให้ศักดิ์สิทธิ์เป็นของสูงมากขึ้น

          แล้วจะมีขับไม้ก็เฉพาะงานสมโภชชั้นสูง เช่น สมโภชพระมหาเศวตฉัตร, สมโภชช้างเผือก เป็นต้น ถ้างานสามัญก็ไม่(ให้) มีขับไม้

ช่างขับ ของราษฎร

          ขณะที่ราชสำนักอโยธยา-อยุธยา มีขับไม้บรรเลงพิณ หรือเสภาดนตรี, เสภามโหรี

          ในชุมชนหมู่บ้านของราษฎรก็มีขับไม้แบบบ้านๆ แล้วเรียกคนทำหน้าที่นี้ว่าช่างขับ

          ช่างขับ ทำหน้าที่ขับคำคล้องจองเคล้าดนตรีเล่านิทานและเกี้ยวพาราศีเชิงสังวาส เป็นที่รับรู้และมีผู้นิยมแพร่หลายกว้างขวางแล้วในอยุธยาเมื่อเรือน พ.ศ. 2000 (แสดงว่าต้องแพร่หลายมาก่อนหน้านั้นอีกนานมาก)

          เพราะมีบันทึกของลาลูแบร์ ว่าในพิธีแต่งงานของชาวบ้านยุคนั้นเจ้าภาพจะ “หา” (ว่าจ้าง) ไปเล่นเป็นมหรสพคบงัน ดังนี้

          “การร้องขับประกอบดนตรี ลางทีก็ใช้ไม้ 2 ชิ้น สั้นๆ อันเรียกว่ากรับ (crab) ขยับให้กระทบกันไปพร้อมๆ กับขับร้องเพลง ผู้ที่ร้องเพลงนั้นเรียกว่า ช่างขับ (Tchang- cab) เขาหามาเล่นในวันสุกดิบ (ก่อนวันแต่งงานหนึ่งวัน) พร้อมกับเครื่องดนตรีหลายชิ้น”

          [ลา ลูแบร์ เป็นอัครราชทูตของราชสำนักฝรั่งเศส เดินทางมาเจริญทางพระราชไมตรีกับสยามอยุธยา ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ (เมื่อ พ.ศ. 2229 แล้วกลับฝรั่งเศส พ.ศ. 2230 อยู่สยามอยุธยา 3 เดือน 6 วัน) เขียนบันทึกเป็นภาษาฝรั่งเศสชื่อจดหมายเหตุลาลูแบร์ แปลเป็นภาษาไทยโดย สันต์ ท. โกมลบุตร สำนักพิมพ์ก้าวหน้า พ.ศ. 2510 หน้า 304-305]

          ข้อความบันทึกของลาลูแบร์ บอกให้รู้ว่าสยามอยุธยา เมื่อเรือน พ.ศ. 2000 ราษฎรทั่วไปมีการละเล่นอย่างหนึ่ง ดังนี้

1. มีช่างขับ 2. มีกรับ 3. มีช่างขับขยับกรับเคล้าคำขับ 4. มีวงดนตรี 5. มีเล่นในงานแต่งงาน

ช่างขับ คือ ผู้ชำนาญการร้องลำทำเพลง ปัจจุบันเรียก นักร้อง

ขับ มีลักษณะอ้อนวอนทำเสียงอ้อยอิ่งโหยหวน มีแพร่หลายบริเวณสองฝั่งโขง ตั้งแต่ตอนเหนือเมืองเวียงจันขึ้นไป จนถึงล้านช้าง และล้านนา เช่น ขับงึ่ม (ย่านแม่น้ำงึม), ขับซำเหนือ (ย่านเมืองซำเหนือ), ขับเชียงขวาง (ย่านเมืองเชียงขวาง)

ถ้าแถบใต้เมืองเวียงจันลงไปมักใช้ว่า ลำ เช่น หมอลำ (ไม่เรียกขับ, ช่างขับ)

กรับ ทำจากไม้ไผ่ผ่าซีก 2 อัน (1 คู่) ใช้ตีประกอบจังหวะ มีเสียงกรับๆ ประกอบร้องและรำ

แต่เดิมใช้ตีบอกสัญญาณ ต่อมาจึงดัดแปลงเป็นรูปแบบต่างๆ แล้วเรียกชื่อตามลักษณะงานว่า กรับพวง , กรับเสภา

} else {