p>มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 14 มิถุนายน 2556

 

          เสภามโหรี หมายถึง ชาวพนักงานร้องขับลำกลอนเพลงเชิงสังวาส โดยวงเครื่องมีสายบรรเลงคลอไปพร้อมกัน

          เสภา หมายถึง 2 อย่าง คือ (1) ชาวพนักงานร้องขับลำ และ (2) ทำนองร้อง ขับลำ

          มโหรี เป็นชื่อเรียกวงบรรเลงคลอร้องขับลำกลอนเพลงเชิงสังวาส ด้วยเครื่องมีสายบรรเลงทำนองนำ เรียกวงมโหรี (คู่กับวงดนตรี มีเครื่องมืออย่างเดียวกัน แต่เรียกชื่อต่างกัน เพราะทำหน้าที่ไม่เหมือนกัน แล้วบรรเลงทำนองคนละอย่าง)

          เครื่องมีสาย ประกอบด้วยเครื่องดีดสีตีเป่า ดังนี้

          เครื่องดีด (เช่น พิณ, กระจับปี่) เครื่องสี (เช่น ซอสามสาย) เครื่องตี (เช่น กรับ, โทนทับ) เครื่องเป่า (เช่น ขลุ่ย)

          คำว่า มโหรี น่าจะมีต้นทางจากเครื่องเป่าชนิดหนึ่งของอินเดีย ที่เรียก โมโฮรี หรือ โมโหรี (Mohori)

          เขมรรับเครื่องมือและชื่อเรียกมาตรงๆ ว่า โมโฮรี แล้วเรียกวงโมโฮรี ส่วนไทยรับมาเรียกต่างไปว่า วงมโหรี พบในวรรณกรรมยุคอยุธยา ดังนี้

          เวียนเอยเวียนเทียน                       ให้เวียนแต่ซ้ายมาขวา

          รับส่งต่อกันเป็นหลั่นมา                  เสภามโหรีมี่ไป         

                                                           (สังข์ทอง)

          ได้ยินจักจั่นเรไรร้อง                       สนั่นมี่ก้องในพงพี

          เสมือนเสียงปี่ไฉนในบุรี                 เหมือนเสียงมโหรีเพราะวังเวง

          แต่ก่อนเคยฟังแต่เสภา                   ฟังเสียงสัตว์ป่าร้องระเบง

          เสนาะเพราะพร้องต้องบทเพลง      วังเวงพระทัยนางเทวี

                                                                (มโนห์รา)

          (กลอนมโนห์ราวรรคที่ว่า “แต่ก่อนเคยฟังแต่เสภา” สะท้อนว่าเสภาหมายถึงทำนองของคนร้องกับเครื่องมีสาย น่าเชื่อว่าจะมีพัฒนาการเป็นตีกรับขับเสภาในยุค ร.2)

 

สตรีมีตระกูล

          ชาวพนักงานทำหน้าที่ร้องขับลำและบรรเลงเครื่องมีสายต่างๆ ล้วนเป็นสตรีมีตระกูล เพราะห้องบรรทมของพระเจ้าแผ่นดินเป็นเขตหวงห้าม อยู่พระราชฐานชั้นใน ซึ่งมีบุรุษผู้เดียวคือพระเจ้าแผ่นดิน

          นอกนั้นเป็นสตรีที่ถวายตัวเป็นข้าบาทบริจาริกา (นางบำเรอ)  ล้วนธิดาเจ้านายและขุนนางข้าราชการผู้ใหญ่ใกล้ชิด

          มีร่องรอยบอกไว้ในอนิรุทธคำฉันท์ ว่าสตรีเหล่านั้นล้วนเป็น “ลูกท้าวไท้” หมายถึงธิดาของผู้มีศักดิ์สูง ดังนี้

          ๏ ย่อมลูกท้าวไท้

          สมบูรณ์บัวใส                    วิไลอาภา

          ลออเอววรรณ                   ละวาดเอวลา                   

          พิศเพี้ยนพักตรา                เปรียบตรูบูรณ์จันทร์

          ๏ ยอกรประนม

          เหนือเกล้าบังคม                บังคัลเคี่ยมคัล

          สาวศรีอัปสร                     อาจอับสาวสวรรค์

          ถึงถวายกำนัล                  กำหนดนานา

          สตรีมีตระกูล ล้วนเป็นนางกำนัล และนางบำเรอ ดังมีบอกในคำให้การขุนหลวงหาวัด พรรณนาพระราชนุกิจพระเจ้าเอกทัศ เมื่อจะเข้าที่พระบรรมทม ตอนหนึ่งว่า

          “ครั้นเวลายามเศษแล้ว ทรงฟังนายเวรมหาดเห็นอ่านตรวจรายชื่อมหาดเล็กนอนเวร แล้วนางกำนัลเกณฑ์ทำมโหรี บ้างก็ขับลำทำเพลงเกณฑ์นางบำเรอ แล้วก็เข้าที่ประทม อันราชกิจนี้ตามประเพณีกษัตริย์มิได้ขาดวัน”

 

มโหรีเห่กล่อม

          วงมโหรี บรรเลงคลอคำร้องกลอนเพลงเชิงสังวาส เรียกกันภายหลังว่า “ร้องเนื้อเต็มŽ” มีในกฎมณเฑียรบาลว่า 7 ทุ่มเบีกนิยาย” หมายถึงร้องเพลงเรื่อง, เพลงตับเป็นเรื่องมีนิยาย เช่น เรื่องรถเสน, ฯลฯ

          วงมโหรีมีหลักฐานเก่าสุดเป็นปูนปั้นประดับฐานสถูปยุคทวารวดี ราว พ.ศ. 1400 (พบที่บ้านคูบัว อ. เมือง จ. ราชบุรี) และส่งแบบแผนให้ภาพจิตรกรรมฝาผนังยุคหลัง

ดนตรีและมโหรีในราชสำนักอยุธยา ต่อเนื่องถึงกรุงรัตนโกสินทร์ มีในจิตรกรรมฝาผนังภายในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

          ตัวอย่างบทเพลงเสภามโหรีที่ทำสืบเนื่องมายาวนานมาก คือ เรื่องพระรถเสน มีบทร้องเป็นแบบแผน ดังนี้

          ๏ ฝ่ายนาฏเมรีศรีสวัสดิ         บรรทมเหนือแท่นรัตน์ปัจถรณ์

          ดาวเดือนเลื่อนลับยุคันธร       จะใกล้แสงทินกรอโณทัย

          ฟื้นกายชายเนตรนฤมล         มิได้ยลพระยอดพิศมัย

          แสนโศกปริเทวนาใน             อรทัยทุ่มทอดสกลกาย

          ให้เดือดดาลอาดูรพูนเทวศ     ชลเนตรคลอคลองลงนองสาย

          พลางปลุกนางรำจำเรียงราย    นางสนมทั้งหลายก็ฟื้นตน

          มิได้ทราบเรื่องความโดยคดี    เสาวนีจึงแจ้งแห่งอนุสนธิ์

          ว่าบัดนี้พระยอดนฤมล          สถิตย์บนแท่นแก้วแล้วหายไป

 

ดนตรีกับมโหรี

          เครื่องมีสายเรียกต่างกันสองอย่างคือดนตรีกับมโหรี ทำหน้าที่บรรเลงในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ถวายพระเจ้าแผ่นดิน สืบเนื่องมาตั้งแต่ยุคก่อนอยุธยา

          โดยเฉพาะในพระราชพิธีเดือน 12 จองเปรียงลดชุดลอยโคมลงน้ำ พระเจ้าแผ่นดินและพระมเหสีเสด็จประทับเรือพระที่นั่งไปทรงทำพิธีกลางแม่น้ำ

          ในกระบวนเรือเสด็จพยุหยาตราทางชลมารค มีเรือ 2 ลำ บรรทุกวงเครื่องมีสายลำละวง แล่นขนาบซ้ายขวาเรือพระที่นั่ง

          ลำข้างซ้ายบรรทุกวงดนตรี ลำข้างขวาบรรทุกวงมโหรี มีบอกในกฎมณเฑียรบาลว่า “ซ้ายดนตรี ขวามโหรี”

เครื่องมีสายที่เรียกดนตรีกับมโหรีตามแบบแผนดั้งเดิม ไม่กำหนดจำนวนคนร้องบรรเลงตายตัวว่ากี่คน ในภาพจากซ้าย ม.ล. เสาวรี ทินกร ดีดกระจับ, นางท้วม ประสิทธิกุล ตีกรับ ขับลำนำ, นางสาวชิ้น ศิลปบรรเลง สีซอสามสาย, นางสาวสาลี ยันตรโกวิท ตีทับ (ภาพเก่าจากหนังสือ ตำนานเครื่องมโหรีปี่พาทย์ พระนิพนธ์สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2482)

 

มโหรีมีนิยาย

          ดนตรีกับมโหรีเป็นเครื่องมีสายบรรเลงคู่กันหรือต่อเนื่องกันในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ของราชสำนัก

          แต่ในกฎมณเฑียรบาลพรรณนากระบวนเห่กล่อมพระบรรทม มีแต่เสภาดนตรี ไม่พบเสภามโหรี ทำให้สงสัยว่าจะเรียกเสภามโหรีด้วยชื่อนิยาย ที่มีในกฎมณเฑียรบาลว่า “7 ทุ่มเบีกนิยาย”

          กระบวนเห่กล่อมพระบรรทมเริ่มด้วยเสภาดนตรียอพระเกียรติ (มีตัวอย่าง คือกาพย์ขับไม้เรื่องพระรถ) เสร็จแล้วทำเสภามโหรี กลอนเพลงเล่าเรื่องเชิงสังวาส เรียกอีกชื่อว่า นิยาย ซึ่งมีโครงเรื่องเหมือนนิทาน (มีตัวอย่างคือบทมโหรีเรื่องพระรถเสน)

          ความต่อเนื่องนี้มีร่องรอยตกค้างอยู่ในคำให้การขุนหลวงหาวัด เล่าว่าเมื่อพระเจ้าแผ่นดินเข้าที่พระบรรทม มีนางกำนัล “ทำมโหรี” เห่กล่อมถวาย แม้คำให้การจะสับสนอยู่บ้าง แต่มีเค้าเป็นจริงสอดคล้องกับ “เบีกนิยาย” ในกฎมณเฑียรบาล ยุคต้นอยุธยาd.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);