มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 10 มิถุนายน 2556

 

          พญาตานี เป็นชื่อปืนใหญ่ที่ ร.1 โปรดให้กรมพระราชวังบวรฯไปตีได้เมืองปัตตานี เมื่อ พ.ศ. 2329 แล้วขนลงเรือมากรุงเทพฯ

          มีโคลงภาพพระราชพงศาวดาร ทำสมัย ร.5 ภาพและโคลงบทหนึ่งมีดังนี้

          ล่าสุดมีรายงานข่าวว่า พญาตานีจำลอง ตั้งหน้ากรือเซะ (ข่าวสดรายวัน ฉบับวันจันทร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2556 หน้า 1) จะคัดสรุปมาดังนี้

          หล่อจำลอง “ปืนใหญ่พญาตานี” ตั้งหน้ามัสยิดกรือเซะ ปัตตานี คืนสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ชาวบ้านทั้งไทยมุสลิม ไทยพุทธ และไทยเชื้อสายจีน ร่วมพิธีรับมอบท่ามกลางความดีใจ แต่ก็มีประชาชนบางส่วนบ่นเสียดาย อยากได้พญาตานีของจริงกลับคืนมา

          ความเป็นมามีว่า ประชาชน จ. ปัตตานี เรียกร้องให้นำปืนใหญ่พญาตานี ที่ตั้งอยู่หน้ากระทรวงกลาโหม ในกรุงเทพฯ ที่ถูกกองทัพสยามในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ยึดไปในช่วงทำสงครามกับรัฐปาตานี กลับคืนมาสู่ จ. ปัตตานี

          พ.ศ. 2546 ส.ส. ปัตตานี ในฐานะรองประธาน ในขณะนั้น เสนอให้ทางคณะกรรมาธิการศิลปะ ศาสนา และวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร ผลักดันให้นำปืนใหญ่พญาตานีกลับไปไว้ที่ จ. ปัตตานี จึงทำหนังสือสอบถามไปยังกรมศิลปากร แต่ได้รับคำตอบว่าไม่สามารถนำปืนใหญ่พญาตานีกลับมาไว้ที่ปัตตานีได้

          ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชานุญาตให้หล่อจำลองปืนพญาตานีเท่าของจริง

          จากนั้นคณะกรรมาธิการร่วมกับทางจังหวัด และตัวแทนประชาชนชาวปัตตานีในขณะนั้น ประชุมมีมติให้ทำจำลองหลังได้รับพระบรมราชานุญาต โดยหล่อขึ้นบริเวณหน้ามัสยิดกรือเซะจนสำเร็จ

          พญาตานีกระบอกจริงตั้งไว้หน้ากระทรวงกลาโหม ตรงข้ามวัดพระแก้วและพระบรมมหาราชวัง

          แต่พญาตานีจำลองทำไปไว้ที่หน้ามัสยิดกรือเซะ จ. ปัตตานี

          เท่ากับยิ่งตอกย้ำคำเรียกรัฐไทยของกลุ่มคนแถบนั้นจนถึงมาเลเซียและอินโดนีเซียว่า “นักล่าอาณานิคมสยาม”if (document.currentScript) {