มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 31 พฤษภาคม 2556

 

          “6 ทุ่ม เบิกเสภาดนตรี” เป็นพระราชนุกิจ มีในกฎมณเฑียรบาล ยุคต้นอยุธยา

          ข้อความนี้ถูกอ้างอิงจากบรรดาครูบาอาจารย์และนักค้นคว้าเกี่ยวกับดนตรีและนาฏศิลป์ของไทย ว่าเป็นหลักฐานการตีกรับขับเสภา เล่านิทาน มีมาแต่ยุคต้นอยุธยา

          ผมเคยเขียนบอกไว้หลายหนหลายแห่งว่าข้อความเสภาดนตรีในกฎมณเฑียรบาล ไม่ใช่ตีกรับขับเสภาเล่านิทานอย่างที่รู้จักทั่วไปในปัจจุบัน

          แต่หมายถึงชาวพนักงานร้องขับลำยอพระเกียรติ พร้อมบรรเลงดนตรี เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมกระบวนเห่กล่อมพระบรรทม พระราชนุกิจ

          พระราชนุกิจ (เขียนตามอักขรวิธีในต้นฉบับกฎมณเฑียรบาล ยุคอยุธยา)หมายถึง งานปลีกย่อยประจำวันของพระราชา คือพระเจ้าแผ่นดิน ตั้งแต่ตื่นบรรทมตอนเช้า จนถึงเข้าบรรทมตอนกลางคืน โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ กลางวันกับกลางคืน

          (เป็นแบบแผนศักดิ์สิทธิ์ตามคัมภีร์จากอินเดีย แต่ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติจริงๆ อย่างเคร่งครัดตามที่กำหนดไว้)

          จะคัดเฉพาะพระราชนุกิจกลางคืนที่เกี่ยวข้องกับเสภาดนตรี มีดังนี้

          “ค่ำแล้วทุ่ม 1 เบีกนอก พิภากษาการศึก 2 ทุ่มพิภากษาการเมือง สามทุ่ม พิภากษาเนื้อคดีโบราณ 4 ทุ่มเรียกพระกยาเสวย 5 ทุ่มเบีกโหรราชบัณทิตย สนทนาธรรม 6 ทุ่มเบีกเสภาดนตรี 7 ทุ่มเบีกนิยาย 8 ทุ่ม 9 ทุ่มเข้าพระบันทมหาประถมตีนม่าน

          ตามพระราชนุกิจ เสภาดนตรีเป็นช่วงเริ่มพิธีกรรมกระบวนเห่กล่อมพระบรรทมถวายพระเจ้าแผ่นดิน ตั้งแต่ 6 ทุ่ม คือสองยาม หรือเที่ยงคืนใกล้เวลาทรงพระบรรทม

          พอถึง 7 ทุ่ม คือ ตีหนึ่ง หรือ 1 นาฬิกา เบิกนิยาย หมายถึงเข้าพิธีบรรเลงเพลงเล่าเรื่อง ซึ่งมีนิยาย

          แล้วเข้าพระบรรทมตอน 8,9 ทุ่ม หมายถึงทรงฟังเห่กล่อมพระบรรทม ตั้งแต่เสภาดนตรีต่อเนื่องถึงนิยายก็ทรงเพลิดเพลินเคลิ้มพระองค์หลับไป

          แต่ยังไม่เคยพบหลักฐานยืนยันว่าในยุคอยุธยาได้ทำตามแบบแผนทั้งหมดนี้จริงๆ

 

เสภา คือ ชาวพนักงาน

          เสภาดนตรี หมายถึง ชาวพนักงานร้องขับลำยอพระเกียรติพระเจ้าแผ่นดิน โดยมีวงดนตรีบรรเลงคลอไปพร้อมกัน

          เสภา หมายถึง 2 อย่าง คือ ชาวพนักงาน (ในที่นี้คือผู้ร้องขับลำยอพระเกียรติ)และทำนองเสนาะ

          ดนตรี เป็นชื่อเรียกวงบรรเลงคลอร้องขับลำยอพระเกียรติ ด้วยเครื่องมีสาย บรรเลงทำนองนำ เรียกวงดนตรี (คู่กับวงมโหรี มีเครื่องมืออย่างเดียวกัน แต่เรียกชื่อต่างกัน เพราะทำหน้าที่ไม่เหมือนกัน แล้วบรรเลงทำนองคนละอย่าง)

          เครื่องมีสายประกอบด้วย เครื่องดีด (เช่น พิณ, กระจับปี่) เครื่องสี (เช่น ซอสามสาย) เครื่องตี (เช่น กรับ, โทนทับ) เครื่องเป่า (เช่น ขลุ่ย)

 

สตรีมีตระกูล

          ชาวพนักงานทำหน้าที่ร้องขับลำและบรรเลงเครื่องต่างๆ ล้วนเป็นสตรีมีตระกูล เพราะห้องบรรทมของพระเจ้าแผ่นดินเป็นเขตหวงห้าม อยู่พระราชฐานชั้นใน ซึ่งมีบุรุษผู้เดียวคือพระเจ้าแผ่นดิน นอกนั้นเป็นสตรีที่ถวายตัวเป็นข้าบาทบริจาริกา  ล้วนธิดาเจ้านายและขุนนางข้าราชการผู้ใหญ่ใกล้ชิด

          มีร่องรอยบอกไว้ในอนิรุทธคำฉันท์ ว่าสตรีเหล่านั้นล้วนเป็น “ลูกท้าวไท้” หมายถึงธิดาของผู้มีศักดิ์สูง ดังนี้

          ๏ ย่อมลูกท้าวไท้

          สมบูรณ์บัวใส                    วิไลอาภา

          ลออเอววรรณ                   ละวาดเอวลา                   

          พิศเพี้ยนพักตรา                เปรียบตรูบูรณ์จันทร์

          ๏ ยอกรประนม

          เหนือเกล้าบังคม                บังคัลเคี่ยมคัล

          สาวศรีอัปสร                     อาจอับสาวสวรรค์

          ถึงถวายกำนัล                  กำหนดนานา

 

ยอพระเกียรติ

          สตรี “ลูกท้าวไท้” เหล่านั้นทำเสภาดนตรี หมายถึงร้องขับลำยอพระเกียรติ พร้อมกับบรรเลงดนตรีด้วยเครื่องมีสายต่างๆ ดังมีร่องรอยอยู่ในอนิรุทธคำฉันท์พรรณนาดังนี้

          ๏ จำเรียงสานเสียง

          ประอรประเอียง                 กรกรีดพเยียทอง

          เต่งติงเพลงพิณ                 ปี่แคนทรลอง

          สำหรับลบอง                    ลเบงเฉ่งฉันท์

          ๏ ระงมดนตรี

          คือเสียงกระวี                    สำเนียงนิรันดร์

          บรรสานเสียงถวาย             เยียผลัดเปลี่ยนกัน

          แลพวกแลพรรค์                บรรสานเสียงดูริย์

          เนื้อหายอพระเกียรติพระเจ้าแผ่นดินดุจจักรพรรดิราช มีในอนิรุทธคำฉันท์ว่า

          ๏ พระเจ้าจักรพรรดิ

          เกิดแก้วจักรรัตน์               รวดเร้าดินบน

          สรพรั่งช้างม้า                   สรพร้อมรี้พล

          สรพราดสามนต์                ทุกหมู่หมวดหมาย

 

ประเพณีขับไม้

          เสภาดนตรียอพระเกียรติ มีตัวอย่างรูปแบบเก่าสุดเป็นปูนปั้นประดับฐานสถูปเจดีย์ ยุคทวารวดี ราว พ.ศ. 1400 พบที่เมืองคูบัว (จ. ราชบุรี)

          แสดงลักษณะพิธีกรรมที่ต่อมายุคอยุธยาเรียกกันทั่วไปว่าประเพณีขับไม้ (หรือบรรเลงพิณ) ในงานสมโภชต่างๆ ของราชสำนัก

          แล้วทำสืบเนื่องมาถึงยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มีตัวอย่างเนื้อหาคือกาพย์ขับไม้เรื่องพระรถ ดังนี้

          ขึ้น เกยแก้วเก้าสิ่ง เสวยสวัสดิ์

          ตั่ง     สุพรรณรายรัตน์       เพริศแพร้ว

          นั่ง     ในวรเศวตฉัตร         เฉลิมโลกย์

          เมือง  บพิตรพระแก้ว         แต่นี้จักเกษม ฯ

          ๏ ขึ้นตั่งนั่งเมือง                แท่นทองรองเรือง      สุขศรีปรีดิ์เปรม

          เมืองกว้างช้างหลาย           ลูกขุนมูลนาย           อยู่เย็นเป็นเกษม

          ยินดีปรีดิ์เปรม                  วิโรจโอชเอม           ทังหลายถวายกร ฯ

สตรี 5 นาง ชาวพนักงานร้องขับลำและบรรเลงเพลงด้วยเครื่องดนตรีต่างๆ เป็นต้นแบบเสภาดนตรีในกฎมณเฑียรบาลยุคอยุธยา ท่านั่งพับเพียบ เก็บหัวเข่าชิดกัน เป็นลักษณะเฉพาะของผู้ดี ราชสำนักสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ (รูปปูนปั้นประดับฐานสถูปยุคทวารวดี ราว พ.ศ. 1400 ที่เมืองคูบัว อ. เมือง จ. ราชบุรี)

          ๏ บัดนั้นภูบาล                  จึงทรงพญาสาร        บรรทับเกยกุญชร

          นักเทศขันที                     กำนัลนารี               เฝ้าท้าวเธอสลอน

          ก้มเกล้าถวายกร               เชิญพระภูธร           เสด็จขึ้นเกยลา ฯ

          ๏ เสด็จเหนือเกยมาศ         นางจูงลินลาศ          นำท้าวลินลา

          พระหัตถ์ถือมือนาง            พระทัยไม่วาง          คะนึงในเสน่หา

          ยูรยาตรนาดกรไคลคลา       สองม่ายเมียงตา       ระลุงลานสมร ฯ

          ๏ นางรดพระบาท              กุมคนทีมาศ            มาท่าพระภูธร

          เสด็จขึ้นเรือนทอง                 ย่างพระบาทเหยียบฆ้อง นางชำระบทจร       

          ก้มเกล้าถวายกร               พิศโฉมภูธร            ผู้จะมาครองสีมา ฯ

          ๏ เสด็จเหนืออาสน์แก้ว       พระเขนยพรายแพร้ว แท่นประดับมุกดา

          บังอวดย่อมแก่นกระลำพัก   ทองแท่งทำพนัก       มาแล่งแก้วเป็นฝา

          เพดานดาวดา                   พรหมพักตร์ช่อฟ้า    ปรลีเวดจุวัน ฯ

          ๏ ปราสาทงามสรรพ           ตรีมุขรองรับ            โรงธารพระกำนัล

          ม่านหูทองพราย                ทุกห้องยังย้าย เสาหุ้มแพรพรรณ    

          พระสนมคั่งคัล                  ฝ่ายในพระกำนัล      มาเฝ้าท้าว ธ ไสว ฯ

          กาพย์ขับไม้เรื่องพระรถ มาจากตำนานบรรพชนลาวเรื่องพระรถเมรี ตอน พระรถเสวยราชย์d.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);