มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 24 พฤษภาคม 2556

 

          ขับเสภา หรือตีกรับขับเสภาที่รู้จักทั่วไปในปัจจุบัน ยังมีปัญหาเกี่ยวกับประวัติความเป็นมา แล้วเกี่ยวโยงเรื่องอื่นๆ อีกหลายเรื่อง

          นานหลายปีมาแล้ว ผมเคยเสาะหารวบรวมข้อมูลหลักฐานและร่องรอยที่ตกค้างหลงเหลือเพื่ออธิบายประวัติความเป็นมา (อยู่ในหนังสือ 2 เล่ม คือ ร้องรำทำเพลง พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2532 และดนตรีไทย มาจากไหน? พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2553)

          เมื่อถึงขณะนี้ก็พบว่าคำอธิบายที่รวบรวมไว้ยังไม่ครบถ้วน บางประเด็นคลาดเคลื่อนไม่ชัดเจนต้องแก้ไข แล้วยังพบข้อมูลเพิ่มมากกว่าเดิม ซึ่งต้องทำความเข้าใจใหม่ แล้วต้องอธิบายใหม่ (หลังจากอ่านบทความเรื่องวรรณกรรมบอกเล่า และเสภาขุนช้างขุนแผน ฉบับวัดเกาะ โดย คริส เบเกอร์ ผาสุก พงษ์ไพจิตร ในวารสารอ่าน มกราคม-มีนาคม 2556 หน้า 188-199) เลยต้องทบทวนใหม่อีกหลายเรื่อง

 

สมเด็จฯ ทรงตั้งคำถาม

          ตำนานเสภา พระนิพนธ์ของ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2460) มิได้ทรงสรุปว่าเสภาคืออะไร? มาจากไหน?

          มีแต่ตั้งคำถามหลายประเด็น ดังจะคัดมาต่อไปนี้

          “ประเพณีการขับเสภามีแต่ครั้งกรุงเก่า แต่จะมีขึ้นเมื่อใด แลเหตุใดจึงเอาเรื่องขุนช้างขุนแผนมาแต่งเป็นกลอนขับเสภา ทั้ง 2 ข้อนี้ยังไม่พบอธิบายปรากฏเป็นแน่ชัด”

          “แม้แต่คำที่เรียกว่า ‘เสภา’ คำนี้ มูลศัพท์จะเป็นภาษาใด แลแปลว่ากะไร ก็ยังสืบไม่ได้ความ

          คำ ‘เสภา’ นี้ นอกจากที่เรียกการขับร้องเรื่องขุนช้างขุนแผนอย่างเราเข้าใจกัน มีที่ใช้อย่างอื่นแต่เป็นชื่อเพลงปี่พาทย์เรียกว่า ‘เสภานอก’ เพลง 1 ‘เสภาใน’ เพลง 1 ‘เสภากลาง’ เพลง 1 ชวนให้สันนิษฐานว่า ‘เสภา’ จะเป็นชื่อลำนำที่เอามาใช้เป็นทำนองขับเรื่องขุนช้างขุนแผน

          แต่ผู้ชำนาญดนตรีกล่าวยืนยันว่า ลำนำที่ขับเสภาไม่ได้ใกล้กับเพลงเสภาเลย

          ด้วยเหตุนี้จึงเป็นอันยังแปลไม่ออก ว่าคำที่ว่า ‘เสภา’ นี้จะแปลความว่ากะไร

 

 “เสวากากุ” ไม่ใช่ขับเสภา

          การละเล่นของไทย ของ อ. มนตรี ตราโมท (กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2497) อ้างถึงสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ว่าดังนี้

          “คำว่า ‘เสภา’ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงอธิบายไว้ในตำนานเสภา เป็นใจความว่ามาจากคำว่า ‘เสวา’ ซึ่งเป็นภาษาสันสกฤต หมายความถึงการบูชาอย่างหนึ่ง และถ้ามีคำประกอบว่า ‘เสวากากุ’ ก็หมายความถึง การสวดบูชาเปลี่ยนเป็นทำนองต่างๆ คือเป็นเสียงแข็งบ้าง อ่อนบ้าง โกรธเคืองบ้าง โศกเศร้าบ้าง

          อีกนัยหนึ่งภาษาของชาวเมืองมัทราสว่า ‘เศรไว’ หรือ ‘หริเศรไว’ หมายความถึง เมื่อบูชาพระผู้เป็นเจ้า ขับลำนำสรรเสริญพระบารมีเทพเจ้าองค์นั้น เข้ากับเครื่องดีดสีตีโทนเป็นจังหวะ

          ทั้งลักษณะและชื่อที่เรียกดูก็น่าจะปรับลงได้ว่าเราได้นำแบบแผนมาจากอินเดีย”

          “แม้ในกฎมณเฑียรบาล—–ตอนที่ว่าด้วยกำหนดเวลาอันเป็นพระราชานุกิจของพระเจ้าแผ่นดิน ก็ว่า ‘หกทุ่มเบิกเสภาดนตรี’ ซึ่งแสดงว่าเสภาเป็นสิ่งที่ไพเราะน่าฟัง ถึงแก่ตั้งกฎไว้เป็นพระราชกิจประจำวัน, และพระเจ้าแผ่นดินทรงสดับในเวลาว่างพระราชภาระตอนกลางคืน”

 

ความเห็น

          1. ตำนานเสภา พระนิพนธ์ของสมเด็จฯ  ไม่มีบอกว่าเสภามาจากคำภาษาสันสกฤตว่า เสวา และเสวากากุ ขณะนี้ยังหาไม่พบว่าสมเด็จฯ ทรงมีพระนิพนธ์อธิบายเรื่องนี้ไว้ที่ไหน?

          2. เสวา ในภาษาสันสกฤต พวกเบงกอลออกเสียงเป็น เสบา (อ่านว่า เส-บา) คล้ายเสภาในภาษาไทย หากเสภามาจากเสวา ก็น่าจะผ่านเข้ามาถึงไทยทางเบงกอล (คำอธิบายของ อ. จิรพัฒน์ ประพันธ์วิทยา ที่ปรึกษาศูนย์สันสกฤตศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร, ภาคีสมาชิกราชบัณฑิตยสถาน ประเภทวรรณศิลป์ สาขาตันติภาษา)

          3. เสภา มาจากคำสันสกฤตว่า เสวา (ผ่านทางเบงกอลว่า เสบา) หมายถึงเจ้าพนักงานที่ทำงานรับใช้พระราชา หรือเจ้านาย แต่ไม่ใช่ตีกรับขับเสภาอย่างที่เข้าใจทุกวันนี้

          4. เสภาดนตรีในพระราชานุกิจ หมายถึงเจ้าพนักงานดนตรีหลายคน ล้วนเป็นผู้หญิงที่สนองงานรับใช้ด้วยการเห่กล่อมพระบรรทม ซึ่งไม่ใช่ตีกรับขับเสภา และอาจหมายถึงทำนองขับร้องมีดนตรีบรรเลงคลออย่างหนึ่ง (จะอธิบายละเอียดต่อไปคราวหน้า)

 

เสภา ไม่ได้แปลว่า คุก

          ขุนช้างขุนแผนฉบับอ่านใหม่ ของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช อธิบายความหมายคำว่าเสภา แปลว่า คุก (ในคอลัมน์ซอยสวนพลู สยามรัฐรายวัน ระหว่าง 20 สิงหาคม ถึง 5 พฤศจิกายน 2531 แล้วรวมพิมพ์เป็นเล่มชื่อขุนช้างขุนแผน ฉบับอ่านใหม่ พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2532 หน้า 8-9) จะคัดมาดังนี้

          คำว่า เสภา นั้นแปลว่าอะไร เท่าที่ปรากฏหลักฐาน เป็นหมายรับสั่งและอื่นๆ ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์นั้นคำว่าเสภา แปลว่า คุก

          ความจริงเรื่องนี้ไม่มีทางจะปฏิเสธได้ เพราะมีหลักฐานเป็นเอกสารยืนยันอยู่อย่างนี้ ซึ่งผมจะไม่คัดเอามาลงให้มากความยืดยาวไป จะขอบอกแต่ที่อ้างว่าเสภาแปลว่าคุก นั้นเป็นความจริงที่มีหลักฐานยืนยัน ไม่มีทางปฏิเสธได้

          ในคำไหว้ครูนี้เอง ก็มีหลักฐานแสดงถึงคุก ได้แก่กลอนที่ว่า ‘จะไหว้ตาครูเหล่ชอบเฮฮา พันรักษาราตรีดีขยัน’ ในทำเนียบข้าราชการชั้นพะทำมะรง หรือหัวหน้าผู้คุมในคุก มีอยู่สองตำแหน่ง มีบรรดาศักดิ์ชั้นพัน ซึ่งในสมัยนั้นเป็นบรรดาศักดิ์ที่ไม่ต่ำนัก ขุนนางตำแหน่งพันซึ่งเป็นพะทำมะรงนี้มีอยู่สองคน มีบรรดาศักดิ์ และราชทินนามว่า พันพิทักษ์ทิวา 1 และพันรักษาราตรีอีก 1 คน

 

ความเห็น

          เสภา มาจากภาษาสันสกฤต ว่า เสวา ไม่ได้แปลว่า คุก

          พันรักษาราตรี ที่เป็นหัวหน้าผู้คุมคุกคนนี้มีความสามารถพิเศษทางขับเสภา แล้วเป็นที่ยกย่องรู้จักทั่วไปของคนเสภา จึงมีชื่อในคำไหว้ครู ไม่ได้หมายความว่าเป็นตำแหน่งขับเสภาจากคุก (จะอธิบายละเอียดคราวต่อไป)

 

ขับเสภา มาจากลาว

          เสภา เป็นคำจากภาษาสันสกฤตของแขก

          แต่ขับเสภา (เป็นทำนอง) มาจากประเพณีขับลำคำขับของลาวสองฝั่งโขง ที่มีรายละเอียดต้องอธิบายอีกมาก

}