มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 30 พฤษภาคม 2556

 

          ไทยไม่ใส่ใจงานแบ่งปันเผยแพร่ความรู้สู่สาธารณะ ทั้งๆเป็นสังคมอ่านหนังสือน้อย และประสิทธิภาพตกต่ำทางระบบการศึกษา ขณะเดียวกันทางการมักกล่าวหาสามัญชนชาวบ้านว่าไม่เอาใจใส่ประวัติศาสตร์โบราณคดีของ“ชาติ”

          ทั้งนี้ นักปราชญ์ไทยบอกว่าเป็นเพราะการพัฒนาของทางการไทยสู่ความทันสมัย ไม่ค่อยให้ความสำคัญแก่ปัจจัยทางสังคม (ซึ่งประกอบด้วย การเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม)

          กลุ่มมโหสถอาสา (เป็นคนท้องถิ่น อ. ศรีมโหสถ จ. ปราจีนบุรี)  ส่งเอกสารข่าวงานบุญบั้งไฟ เดือน 6 วัดต้นโพธิ์ฯ บอกว่ามีนิทรรศการแบ่งปันความรู้ท้องถิ่นด้วย

          ศุกร์ 24 พฤษภาคม กลางเดือน 6 วันวิสาขบูชา เป็นวันจุดบั้งไฟตั้งแต่เช้าถึงเย็น  ผมนั่งรถตู้เกาหลีฮุนได  (สบายก้นกว่ายี่ห้ออื่น)  ไปถึงงานตอนบ่ายมากแล้ว ได้ยินบั้งไฟพุ่งดั้นเมฆไปหาแถนฟ้าต่อเนื่องไม่ขาดสาย

          งานบุญบั้งไฟ เดือน 6 มีขึ้นตามประเพณีชาวพวนที่ถูกกวาดต้อนและชักจูงจากสองฝั่งโขงให้เคลื่อนย้ายมาอยู่ดินแดนแถบนี้ตั้งแต่แผ่นดิน ร.3

          ดั้งเดิมมีงานวันเดียว ปีนี้มีหลายวัน ตั้งแต่วันที่ 22 ถึง 26 พฤษภาคม เพราะมีหยุดเสาร์-อาทิตย์มาผนวก

          บรรยากาศก็เหมือนงานวัดทั่วไป คือมีร้านค้าขายสินค้าสารพัดและขายอาหารหวานคาวหลากหลายเรียงรายเป็นแถวๆ และเป็นกลุ่มๆให้ชาวบ้านเดินเลือกซื้อหาตามสะดวก

          นิทรรศการแบ่งปันความรู้ ด้วยวิธีปริ๊นต์อิงค์เจ็ทลงแผ่นไวนิลสูงตั้งเป็นแผงง่ายๆติดพื้นดินสองข้างทางเข้าออกงาน มีรูปขนาดใหญ่และข้อความบรรยายสั้นๆ ง่ายๆ อักษรโตๆ เกี่ยวกับคนพวนและประเพณีจุดบั้งไฟ  รวมทั้งประวัติศาสตร์ความเป็นมาของท้องถิ่นและปูชนียวัตถุสถานสำคัญ เช่น ต้นโพธิ์ ฯลฯ

          มีคนเดินผ่านไปมาเหลียวมองเฉยๆก็มี หยุดดูรูปก็มี หยุดอ่านข้อความก็มี บางคนหากล้องมาก๊อบปี้รูปที่ต้องการเอาไปเป็นที่ระลึกและเผื่อแผ่คนอื่น

          นี่เป็นพยานว่างานวัดมีออกร้านขายสินค้าและมีมหรสพ“คบงัน” ก็สอดแทรกแบ่งปันความรู้ท้องถิ่นและอื่นๆอย่างแนบเนียนก็ได้

          และดูเหมือนว่าแผงนิทรรศการกลายเป็นเครื่องประดับตกแต่งงานให้มีสีสันและมีค่าเพิ่มกว่าเดิมด้วยซ้ำ

          ความรู้ท้องถิ่นอย่างง่ายๆบนแผงเหล่านั้น ใครอยากรู้ก็ตักตวงเอาไป ใครไม่อยากรู้ก็เดินผ่านไปโดยไม่เกะกะและไม่ทำความเดือดร้อนใครเลย

          แม้คนเดินผ่านไป เพราะยังไม่อยากรู้  แต่อย่างน้อยก็ถูกซึมซับโดยไม่ตั้งใจไปแล้ว ว่าของดีมีอยู่ในท้องถิ่นนี้ ซึ่งมีคำอธิบายติดเป็นแผ่นไว้ให้เห็นด้วย วันหนึ่งข้างหน้า ถ้าเกิดวิกฤตอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา เขาก็นึกออกว่าเคยผ่านตาสิ่งนี้ในงานวัดต้นโพธิ์ฯ เมื่อวิสาขะจุดบั้งไฟ

          แค่นี้ก็นับว่าดีนักหนาแล้วสำหรับการแบ่งปันเผยแพร่ความรู้สู่สาธารณะ

          แต่ต้องทำสม่ำเสมอต่อเนื่อง โดยปรับเปลี่ยนวิธีการนำเสนอไปตามสถานการณ์ที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา อย่างไม่ย่อท้อ ประหนึ่งสุภาษิตคำพังเพยว่า “เสาหินแปดศอกตอกเป็นหลัก     ไปมาผลักบ่อยเข้าเสายังไหว”

          ความรู้เหล่านี้ไม่จำเป็นต้องมี“ศาสดาจารย์”บรรยายด้วย“คำหลวง”เหมือนในห้องเรียนตามโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัยของพวกอีลีตแต้จิ๋ว

          แม้ริมถนนหนทางก็สร้างแผ่นความรู้ให้คนเดินผ่านไปมาเห็นได้ แล้วรู้ได้โดยไม่ต้องตั้งใจจะรู้ แต่รู้ไปแล้ว

          สังคมกลวงๆต่างหากที่หวงความรู้โคตรๆ เพราะคิดว่าความรู้เป็นของชนชั้นนำอย่างตนและพรรคพวกเท่านั้น  บรรดารากหญ้าสติปัญญางานวัด ไม่สมควรแก่ความรู้

          นี่แหละพวกกลวงๆจึงหวงความรู้ แล้วไม่แบ่งปัน โดยอ้างว่าไม่ใช่หน้าที่ ไม่ว่าใน  มิวเซียมหรือตามแหล่งประวัติศาสตร์โบราณคดี รวมถึงงานที่อ้างอิงประวัติศาสตร์แท้ๆ เช่น ที่อยุธยาก็ไม่มี

(แถวบน) นิทรรศการประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ที่บรรดามโหสถอาสาร่วมกันทำขึ้น ในงานบุญบั้งไฟ วัดต้นโพธิ์ฯ อ. ศรีมโหสถ จ. ปราจีนบุรี (แถวล่าง) ชาวบ้านยืนอ่านนิทรรศการและดูภาพถ่ายเก่าของท้องถิ่น แล้วเดินดูร้านค้าขายสินค้าและอาหารหวานคาวในงานบุญบั้งไฟ

if (document.currentScript) {