มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 29 พฤษภาคม 2556

 

          ระยอง (ในชื่อ จ. ระยอง) เพี้ยนจากภาษาชองว่า ราย็อง แปลว่า ไม้ประดู่, ต้นประดู่ เพราะบริเวณตัวเมืองระยองยุคดั้งเดิมดึกดำบรรพ์เป็นป่าประดู่ แล้วมีทางน้ำไหลผ่าน จึงมีชื่อ ท่าประดู่ ต่อมามีผู้สร้างวัดเป็นศูนย์กลางชุมชนให้ชื่อ วัดป่าประดู่ จนทุกวันนี้

          คำอธิบายนี้มีผู้ปริ๊นต์จากเว็บไซต์ rayongcity.com ส่งมาให้อ่าน         

          เมื่ออ่านแล้วเห็นว่าสอดคล้องคำบอกเล่าจากนักภาษาศาสตร์ที่เคยเขียนอธิบายไว้นานแล้ว และผมคล้อยตามคำอธิบายนี้ (เพราะยังไม่มีอย่างอื่นให้เชื่อได้) คนเมืองระยองน่าจะชวนกันปลูกป่าประดู่ประดับระยอง และสองข้างถนนหนทางที่ไม่สร้างปัญหาให้คน

          ประดู่ เป็นไม้ขนาดใหญ่ เรียกชื่อจำแนกไปตามแต่ละชนิด เช่น ประดู่บ้าน, ประดู่ป่า เนื้อไม้สีแดงแกร่ง ประดู่บางชนิดดอกสีเหลือง บานราว 2-3 วัน แล้วร่วงพร้อมกันทั้งต้น

          ชอง เป็นชื่อกลุ่มคนพื้นเมืองดั้งเดิม พูดตระกูลภาษามอญ-เขมร มีกระจัดกระจายอยู่ดินแดนชายฝั่งทะเลตะวันออก (ก่อนพวกพูดตระกูลภาษาลาว-ไทย จะเคลื่อนย้ายเข้ามา) พบมากสืบจนปัจจุบันอยู่ทางระยอง, จันทบุรี, ตราด แล้วล้ำเข้าไปในเขตกัมพูชาด้วย

          เมื่อสงกรานต์ผ่านมานี้ สภาวัฒนธรรมจังหวัดระยองส่งหนังสือมาให้อ่าน 2 เล่ม คือ

          ภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองระยอง (พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2553) กับ ภาพอดีตร้อยเรื่องเมืองระยอง (พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2554) แล้วยังมีซีดีรอมสารคดี ตามรอยสุนทรภู่ อีก 1 แผ่น ขอขอบพระคุณที่กรุณา

          ภาพเก่าและภาพอดีตของระยอง ที่รวมมาพิมพ์ไว้นี้มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมอย่างหาที่เปรียบมิได้ ดังเป็นที่รู้ทั่วไปว่า

          รูปถ่ายรูปเดียวบอกอะไรต่อมิอะไรได้มากกว่าเขียนข้อความพรรณนานับร้อยคำพันคำ หรือข้อความพรรณนานับร้อยคำพันคำก็ได้ความไม่เท่ารูปถ่ายรูปเดียว

          ปัญหาอยู่ที่การจัดการให้มีเนื้อหาเรื่องราวบอกเล่าประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมของระยอง ซึ่งยังไม่ได้ทำ และควรลงมือทำเสียแต่บัดนี้ เพราะพรุ่งนี้ก็ช้าไป

          ผมอ่านเนื้อความตอนหนึ่งเกี่ยวกับสุนทรภู่ อยู่ในหนังสือภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองระยอง จำเป็นต้องร่วมกันทบทวนใหม่ จะคัดมาให้อ่านก่อนดังต่อไปนี้

          “ระยองได้รับการขนานนามให้เป็นเมือง ‘สุนทรภู่’ เมืองแห่งกวีเอกในยุคกรุงรัตนโกสินทร์ ผู้ประพันธ์วรรณกรรมประเภทร้อยกรองได้อย่างไพเราะสละสลวยและเต็มไปด้วยจินตนาการ

          โดยเฉพาะนิทานกลอนสุภาพ เรื่องพระอภัยมณี ซึ่งฉากหนึ่งในนิทานเรื่องนี้ คือ หมู่เกาะน้อยใหญ่ และท้องทะเลที่สวยงามในจังหวัดระยอง

          (จากหนังสือภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองระยอง โดย เฉลียว ราชบุรี รวบรวมและเรียบเรียง สภาวัฒนธรรมจังหวัดระยอง จัดพิมพ์ พ.ศ. 2553 หน้า 8)

          แต่หลักฐานที่แพร่หลายทั่วไป ไม่ตรงกับเนื้อความในหนังสือเมืองระยอง จะจำแนกง่ายๆ เป็นข้อๆดังนี้

          1. เหตุที่ระยองได้รับการขนานนามให้เป็นเมือง “สุนทรภู่” เพราะถูกครอบงำมานานมาก ให้เข้าใจคลาดเคลื่อนว่าสุนทรภู่เกิดที่บ้านกร่ำ เมืองแกลง จ. ระยอง

          แต่แท้จริงแล้วสุนทรภู่มีเชื้อสายผู้ดีเมืองบางกอก เกิดที่วังหลัง ปากคลองบางกอกน้อย กรุงเทพฯ ท่านเขียนบอกไว้เองในโคลงนิราศสุพรรณ และเรื่องอื่นๆ

          2. พระอภัยมณี ของสุนทรภู่ เป็นวรรณกรรมต่อต้านการล่าเมืองขึ้นของอังกฤษและยุโรป ยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์

          ทั้งเรื่องพระอภัยมณีตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่มีฉากอ่าวไทย แต่ใช้ฉากทะเลอันดามัน ระหว่างศรีลังกากับภูเก็ต ซึ่งมีหมู่เกาะนิโคบาร์อยู่ตรงกลาง แล้วพาดพิงถึงบ้านเมืองชายฝั่งทะเลกับหมู่เกาะในมหาสมุทรอินเดียตั้งแต่มาเลเซียลงไปถึงอินโดนีเซียแถบ เกาะชวา, เกาะสุมาตรา, ฯลฯ

          สุนทรภู่ เขียนบอกเบาะแสไว้เองในพระอภัยมณีว่าเรื่องทั้งหมดมีเหตุเกิดจากเรือแตกบริเวณทะเลที่เรียก“นาควารินทร์สินธุ์สมุทร” ซึ่งมีเกาะนาควารี (ปัจจุบันเรียกเป็นฝรั่งว่า นิโคบาร์) กลางทะเลอันดามัน ระหว่างอินเดีย-ลังกา (ทางทิศตะวันตก) กับไทย-มาเลเซีย (ทางทิศตะวันออก)

          ที่บอกมานี้ไม่ได้จินตนาการขึ้นเอง แต่สรุปจากสิ่งที่สุนทรภู่เขียนไว้ทั้งนั้น จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ให้พิจารณากันเองตามสบาย