มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 27 พฤษภาคม 2556

 

          นักการศึกษาแบบมาตรฐานส่วนกลาง เห็นว่าการยุบโรงเรียนขนาดเล็กให้เหลือน้อยลง หมายถึงคุณภาพการศึกษาเพิ่มขึ้น เพราะใช้ทรัพยากรมีประสิทธิภาพมากขึ้น เด็กเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพสูงขึ้น

          แต่ไม่น่าจะง่ายอย่างนั้น เพราะทุกวันนี้โรงเรียนขนาดไม่เล็กก็ใช่ว่าจะมีประสิทธิภาพและคุณภาพดีกว่าโรงเรียนขนาดเล็กไปเสียทุกแห่ง ดูตัวอย่างง่ายๆได้จากการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ไทย

          กลุ่มคนพูดตระกูลภาษาไทย-ลาวที่เรียกตัวเองว่าไทย เป็นคนไทย หรือชาวไทย แล้วมีสำนึกความเป็นไทยร่วมกัน พบหลักฐานเก่าสุดในเรือน พ.ศ. 2000 บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา

          แล้วเรียกคนอื่นที่เป็นเครือญาติชาติภาษาเดียวกันว่าไทยน้อย (อยู่ลุ่มน้ำโขง) กับไทยใหญ่ (อยู่ลุ่มน้ำสาละวิน)

          ก่อนหน้านั้นเรียกตัวเองด้วยชื่ออื่น เช่น ลาว, ลื้อ, ยวน, จ้วง, ผู้ไทย (ไทยดำ, ไทยขาว, ไทยแดง), ฯลฯ

          แต่บรรดานักค้นคว้าและนักวิชาการมักเหมารวมกลุ่มคนพูดตระกูลภาษาไทย-ลาว ที่กระจายอยู่ทางตอนใต้ของจีน และทางตอนเหนือของสุวรรณภูมิ (บริเวณพม่า, ลาว, เวียดนาม) ว่าคนไทย, ชาวไทย, หรือชนชาติไทย

          ซึ่งไม่จริงอย่างนั้น เพราะคนกลุ่มต่างๆเหล่านั้นไม่เรียกตัวเองว่าไทย แม้มีคำว่า ไท, ไต แต่มีความหมายว่า คน, ชาว เช่น ไตยวน แปลว่า คนยวน, ชาวยวน ไม่ใช่คนไทย ในความหมายเดียวกับคนบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา

          มีผู้ส่งเอกสารทางวิชาการนับสิบหน้า เรื่องอาณาจักรไทย บทที่ 2 อาณาจักรยุคต้น ของโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในเมือง จ. เชียงใหม่ แล้วถามว่า ข้อมูลถูกต้องหรือยัง?

          จะคัดเฉพาะบางตอนที่เป็นปัญหามาให้อ่าน ดังนี้

          “ชนชาติไทย ได้อาศัยอยู่เป็นบริเวณกว้างขวางในทางตอนใต้ของจีนจนถึงภาคเหนือของไทยและได้มีการอพยพลงใต้เรื่อยๆ เข้ามาอาศัยอยู่ในดินแดนคาบสมุทรอินโดจีน”

          “ราวๆ พ.ศ. 1400 ชาวไทยได้พบดินแดนแหลมทอง สามารถยึดอำนาจจากชาวขอม (เขมร) ได้สำเร็จ เป็นยุคของการเริ่มต้นสร้างสมอารยธรรมของตนเองขึ้นมา เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพของชนชาติไทยอย่างแท้จริง ทั้งด้านการปกครอง-การเมือง-เศรษฐกิจ-ศาสนา และวัฒนธรรม ที่เด่นชัดแตกต่างไปจากชนชาติจีน และชนชาติขอม ที่มีมาก่อนหน้านี้ ทำให้ประวัติศาสตร์ของชนชาติไทยได้เริ่มต้นขึ้นเป็นครั้งแรก

          ขออธิบายง่ายๆสั้นๆเฉพาะที่จำเป็นต่อไปนี้

          1. กลุ่มชนที่มีหลักแหล่งอยู่ทางตอนใต้ของจีนมีหลายพวก แล้วพูดตระกูลภาษาต่างๆกัน เช่น ม้ง-เย้า, ทิเบต-พม่า, จีน-ทิเบต, มอญ-เขมร, ฯลฯ รวมทั้ง ไทย-ลาว

          2. การอพยพในประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย ถูกทำให้เข้าใจวิปลาสคลาดเคลื่อนว่าถูกรุกรานจากคนกลุ่มอื่น แล้วอพยพอย่างถอนรากถอนโคนเพราะถูกทารุณกรรม ซึ่งไม่เคยพบหลักฐานอย่างนั้นในภูมิภาคนี้ จะมีก็แต่คนกลุ่มหนึ่งเคลื่อนย้ายไปๆมาๆเพื่อหาที่ทำกินอุดมสมบูรณ์กว่า โดยที่คนส่วนใหญ่ยังอยู่ที่เดิม หรือมีสงครามแล้วถูกกวาดต้อนไปสู่ที่ใหม่ แต่ก็ยังไปมาหาสู่กันได้กับที่เดิม

          3. พ.ศ. 1400 ยังไม่เคยพบหลักฐานว่ามีคนเรียกตัวเองว่า คนไทย, ชาวไทย, แม้คนที่เรียกตัวเองว่าชาวขอม ก็ยังไม่พบหลักฐานในยุคนี้

          สรุปว่าข้อมูลเกี่ยวกับคนไทยในเอกสารวิชาการนี้ยังมีปัญหา เพราะไม่เคยพบหลักฐานอย่างที่อ้างไว้

          ส่วนเรื่องอื่นๆ เช่น อาณาจักรฟูนัน, อาณาจักรตามพรลิงค์(นครศรีธรรมราช), อาณาจักรศรีวิชัย, อาณาจักรขอม, อาณาจักรทวารวดี ล้วนคัดลอกจากตำราโบราณคดีและประวัติศาสตร์ศิลปะแบบอาณานิคมที่มีปัญหามากๆ เช่น

          ยุคนั้นไม่มีกลุ่มการเมืองขนาดใหญ่อย่างที่เรียกอาณาจักร แต่มีลักษณะนครรัฐขนาดเล็กที่มีความสัมพันธ์แบบเครือญาติอุปถัมภ์ เป็นเครือข่ายทั้งภูมิภาค

          การคัดลอกตกหล่นผิดพลาดมาก แล้วจับแพะชนแกะตัดปะตัดแปะเลอะเทอะ จนน่าสงสัยว่าผู้ทำเอกสารนี้อ่านที่คัดลอกมาเองรู้เรื่องแน่หรือ?

          ถ้าใช้สอนจริงในโรงเรียน ก็น่าเวทนาสงสารนักเรียนที่ต้องอดทนทรมานอ่านท่องจำข้อความผิดๆ เพี้ยนๆ ไปสอบ

          สะท้อนให้เห็นคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนในเมืองว่ามีขนาดไหน? ทั้งๆไม่ใช่โรงเรียนขนาดเล็ก