Download PDF

มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 23 พฤษภาคม 2556

 

          ลิเก มีกำเนิดจากสำนึกแหกคอกนอกครูและขบถต่อขนบการแสดงแบบเก่าของหลวง

          เพราะชาวบ้านในบางกอกยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งมีสิ่งแวดล้อมทางสังคมและเศรษฐกิจการเมืองต่างจากยุคก่อนๆ พากันเบื่อหน่ายละคร, โขน ตามจารีตนิยมของหลวง ที่เยิ่นเย้อยืดยาดอืดอาดอุ้ยอ้าย

          ลิเก ยุคแรกจึงให้ความสำคัญต่อการเจรจาอย่างจำอวด เพื่อความสนุกสนานหัวหกก้นขวิด โดยตัดร้องรำที่รุ่มร่ามรุงรังออกไป แล้วสร้างทำนองร้องกับท่ารำเสียใหม่อย่างลัดๆ ให้รวบรัดรวดเร็ว ถูกใจคนดู

          พวกลิเกไม่เข้าใจกำเนิด ครั้นนานเข้าเลยพยายามหวนกลับไปเน้นร้องรำอย่างละครหลวง แล้วสถาปนามาตรฐานลิเกขึ้นมาตามต้องการของใครของมัน แต่ต่างอ้างว่าของตนเจ้าเก่า หรือของแท้

          ผลคือคนดูเบื่อ รำคาญ เลยหันไปดูสิ่งใหม่กว่า คือลูกทุ่งและหมอลำซิ่ง

          ลิเก เคยแหกคอกนอกครูจากละคร แล้วถูกสถาปนามาตรฐานตามใจชอบ ในที่สุดก็โดนย้อนกลับเมื่อถูกลูกทุ่งกับหมอลำซิ่งทำกับลิเกบ้าง

          ที่มีผู้คิดทำละครซ้อนลิเก หรือลิเกเร่ละครอย่างไรก็ได้ตามสะดวก ไม่ผิดกติกา และควรทำได้หลายลักษณะ ขอให้สนุกก็แล้วกัน

          แล้วกรุณาอย่าทำเพื่อฟูมฟายฟื้นฟูอนุรักษ์ความเป็นไทย เพราะนั่นเริ่มไม่สนุกแล้ว คนเริ่มรู้สึกรำคาญแล้ว

          เพื่อเข้าใจความเป็นมาของลิเก ต้องไม่โมเมว่าลิเกเป็นการแสดงดั้งเดิมของไทยมาแต่สมัยอยุธยา แล้วอย่าแช่แข็งลิเกด้วยการยัดเยียดมาตรฐานตายตัวให้ลิเก เพราะไม่เคยมีอยู่จริง

                  ลิเก เป็นภาษาปากของคนบางกอก ในกรุงเทพฯ ที่เพี้ยนจากคำมลายูปัตตานีว่า ดิเกร์ (เป็นพิธีกรรมทางศาสนาอิสลาม เพื่อสวดสรรเสริญพระอัลเลาะห์ของชาวมลายูมุสลิมที่ถูกกวาดต้อนขึ้นไปอยู่กรุงเทพฯ ตั้งแต่สมัย ร.1-3 จากบ้านเมืองทางสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย คือ ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส)

          คนกรุงเทพฯยุคนั้นพากันเข้าใจเอาเองว่า ดิเกร์ เป็นสวดแขก แล้วเรียกคำมลายู ดิเกร์ เพี้ยนเป็น จิเก, ยี่เก ตามถนัดปาก ต่อมากำหนดเป็นทางการให้เรียกว่า ลิเก เลยพากันเรียกพิธีอย่างนี้ด้วยปากคนกรุงเทพฯว่า ลิเกสวดแขก แล้วมีพัฒนาการแยกเป็น 2 อย่าง คือ ลำตัด กับลิเก

          เฉพาะลิเก ผู้แสดงร้องเอง รำเอง โดยแต่งตัวเลียนแบบละครนอกที่มีมาก่อน แต่ทำให้เพี้ยนตามสมัยนิยม ที่รับวัฒนธรรมฝรั่งตะวันตก เช่น ใส่ถุงเท้ายาวถึงเข่า, ประดับเหรียญตราที่หน้าอก, ฯลฯ แล้วยกวงปี่พาทย์ของละครนอกมาประโคมรับส่งด้วย

          ดังนี้ ลิเกจึงไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเปอร์เซีย(อิหร่าน)โดยตรง ถ้าจะมีส่วนบ้างก็โดยผ่านทางกลุ่มมลายูปัตตานี ในแง่ของพิธีสวดแขก ไม่ใช่การแสดงลิเก}