มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคม 2556

 

          เมืองอู่ทอง เป็นต้นทางประวัติศาสตร์ไทยตั้งแต่ราว 3,000 ปีมาแล้ว สืบจนปัจจุบันอย่างไม่ขาดสาย และคนอู่ทองยุคนั้นล้วนเป็นบรรพชนคนไทยทุกวันนี้ด้วย

          ลุ่มน้ำแม่กลอง-ท่าจีนเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของดินแดนสุวรรณภูมิ อยู่บนเส้นทางการค้าโลก เชื่อมตะวันตก-ตะวันออก เมืองอู่ทองอยู่บริเวณนี้จึงเติบโตเป็นรัฐเก่าสุดของภาคกลาง

          นี่เป็นจุดขาย-ไฮไลต์เรื่องหนึ่งที่เลือกสรรได้จากประวัติศาสตร์เมืองอู่ทอง แล้วยังมีอื่นๆอีกหลายเรื่องที่เป็นตัวดึงดูด หรือกระตุ้นการตลาดได้อย่างมีคุณภาพ

          แต่ทางการมักอ้างว่าต้องทำตลาดท่องเที่ยวให้คึกคักก่อน เมื่อติดตลาดแล้วลงมือแบ่งปันเผยแพร่ความรู้ประวัติศาสตร์ ซึ่งอ้างอย่างนี้เหมือนกันทุกแห่งทั่วประเทศมาหลายสิบปีแล้ว จนบัดนี้ก็ยังอ้าง เพราะยังไม่ลงมือทำความรู้

          อันที่จริงอู่ทองเป็นเมืองประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็น“ต้นทางประวัติศาสตร์ไทย” เก่าแก่ยิ่งกว่าเมืองมรดกโลกที่อยุธยาและสุโขทัย นับเป็นจุดขายยิ่งใหญ่สุดยอด ที่ต้องเอาไปทำการตลาด ถึงจะติดตลาดสำเร็จ

          แต่ทางการมุ่งประชาสัมพันธ์ประวัติการดำเนินงานที่เมืองอู่ทอง อ. อู่ทอง จ. สุพรรณบุรี (โดยไม่กระตือรือร้นแบ่งปันเผยแพร่ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของเมืองอู่ทอง) ทำให้คนทั่วไปเบื่อหน่าย เพราะไม่รู้เรื่อง และไม่มีประโยชน์ต่อสาธารณะขณะนี้

          ผมเพิ่งพบในหนังสือพิมพ์เมื่อเร็วๆนี้ ว่า“ทีมงานเมืองโบราณอู่ทอง” (ไม่รู้ว่าเป็นทางการส่วนกลาง หรือกลุ่มท้องถิ่น) มีเอกสารมาแจกจ่าย แล้วมีผู้คัดลอกบางตอนไปพิมพ์ว่าเป็นประวัติเมืองอู่ทอง ครั้นอ่านจบจึงรู้ว่าไม่ใช่ อาจเป็นเพราะเข้าใจไม่ตรงกัน

          แต่ผมไม่มีต้นฉบับเอกสารที่เขาแจก จึงไม่รู้จริงว่าอะไรเป็นอะไร

          ประวัติการดำเนินงานที่เมืองอู่ทอง เป็นลำดับก่อนหลังอย่างเป็นทางการที่มีการดำเนินงานอย่างใดอย่างหนึ่งบนพื้นที่เมืองอู่ทอง ว่าใคร? ทำอะไร? ที่ไหน? เมื่อไร? ส่วนมากเป็นการศึกษาวิจัยทางประวัติศาสตร์โบราณคดีของนักค้นคว้าและนักวิชาการทั้งของไทยและต่างชาติ โดยผ่านการบันทึกของกรมศิลปากร แต่ไม่ได้บอกประวัติศาสตร์เมืองอู่ทอง

          ประวัติศาสตร์เมืองอู่ทอง บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของดินแดนและผู้คนที่เกี่ยวข้องกับเมืองอู่ทองย้อนหลังไปอย่างน้อย 3,000 ปีมาแล้ว กระทั่งมีพัฒนาการเป็นบ้านเมือง สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบันเป็น อ. อู่ทอง จ. สุพรรณบุรี

          กรมศิลปากรพยายามเรียบเรียงประวัติศาสตร์ความเป็นมาของเมืองอู่ทองไว้บ้าง แต่หนักไปทางแสดงบรรยายหลักฐานประวัติศาสตร์ศิลปะยุคสมัยต่างๆ ที่ห่างไกลจากประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมความเป็นมาแท้จริงของผู้คน

          แต่ก็หยุดอยู่ราวหลัง พ.ศ. 1600 ว่าเมืองอู่ทองร้างไปตามข้อสันนิษฐานของนักปราชญ์ฝรั่งเศส โดยกรมศิลปากรไม่ได้ค้นคว้าวิจัยเพิ่มเติมต่อจากนั้นไปอีก ว่าแล้วยังไง? เกิดอะไรขึ้น? ทำไมมีคนอยู่ต่อมายุคหลังๆจนเป็น อ. อู่ทอง? ฯลฯ

          ท่านอดีตนายกฯ บรรหาร ศิลปอาชา กับท่านประธานฯ ขรรค์ชัย บุนปาน แนะนำไว้ราว 4-5 ปีมาแล้ว เมื่อแรกมีโครงการพัฒนาเมืองอู่ทอง ว่าควรมีสถาบันฯทำหน้าที่ศึกษารวบรวมความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ความเป็นมาของเมืองอู่ทอง

          แล้วเรียบเรียงง่ายๆ อ่านสบายๆ ใช้แบ่งปันเผยแพร่สู่สาธารณะอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ซึ่งจะมีประโยชน์มากทั้งต่อครู-นักเรียน และต่อประชาชนคนทั่วไปทั้งประเทศ

          เข้าใจว่าทีมงานเมืองโบราณอู่ทองจะมีข้อจำกัดเรื่องนี้ จนไปไม่เป็น

          งานแบ่งปันความรู้เรื่องประวัติศาสตร์เมืองอู่ทองจึงไม่มี ที่มีคือข้อมูลราว 50 ปีที่แล้ว ไม่เคยอัพเดต แล้วยกแต่ประวัติศาสตร์การดำเนินงานที่เมืองอู่ทองมาประชาสัมพันธ์ซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยไม่มีประวัติศาสตร์เมืองอู่ทอง

          งานด้าน“กายภาพ” ก้าวหน้าไปเร็วและไปไกลอย่างมีประสิทธิภาพจนเห็นเป็นรูปธรรม เช่น คูน้ำ, คันดิน, ถนน, สะพาน ฯลฯ

          แต่งานด้าน“คุณภาพ” เช่น ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมของเมืองอู่ทอง ไม่เคลื่อนไหว เพราะหยุดนิ่งอยู่แค่งานค้นคว้าของนักปราชญ์ฝรั่งเศส และสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งไปด้วยกันไม่ได้กับหลักฐานที่พบใหม่ จำเป็นต้องทบทวนแล้วตั้งคำถามกับสร้างคำอธิบายใหม่ที่ก้าวหน้ากว่าเดิม

          ไม่แปลกประหลาดมหัศจรรย์อะไรเลยที่ความรู้หยุดนิ่ง เพราะทางการไทยมักทำกับเมืองประวัติศาสตร์โบราณคดีอย่างนี้เหมือนๆกันทั่วประเทศ คือ กายภาพแข็งแรง คุณภาพอ่อนแอ

          สังคมทั่วไปไม่มีที่พึ่งพา ครั้นจะพึ่งตนเองก็ไม่มั่นคงพอ เลยหลวมโพรกพังเพระเนระนาดดังเห็นๆทุกวันนี้document.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);