มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 2 พฤษภาคม 2556

 

           กษัตริย์ราชวงศ์กัมพูชาที่สถาปนาเมืองพระนคร (นครวัด) กับเมืองพระนครหลวง (นครธม) อยู่โตนเลสาบ (ทะเลสาบ) มีบรรพชนอยู่ลุ่มน้ำมูล บริเวณรัฐมหิธร (ปัจจุบัน อ. พิมาย จ. นครราชสีมา) ของราชวงศ์มหิธร มากกว่าพันปีมาแล้ว

           ผมเขียนบอกไว้ตรงนี้เมื่อหลายวันแล้ว (วันพุธที่ 24 เมษายน 2556) แต่ผู้อ่านบางท่านบอกว่ายังเลื่อนลอย อยากรู้ว่ามีหลักฐานอะไร?

           อันที่จริงบรรพชนราชวงศ์กัมพูชาอยู่ลุ่มน้ำมูลที่พิมาย เป็นที่รับรู้ทั่วไปในหมู่ครูบาอาจารย์ทางประวัติศาสตร์โบราณคดี เพราะนักปราชญ์ฝรั่งเศสค้นคว้าเผยแพร่ไว้นานมากแล้ว อ้างถึงศิลาจารึกพบบริเวณนี้หลายหลัก โดยเฉพาะจารึกพนมรุ้ง มีวิทยานิพนธ์เล่มสำคัญอยู่ในมหาวิทยาลัยศิลปากร เกี่ยวข้องเรื่องนี้ด้วย

           แต่ผมไม่ได้อ่านงานของนักปราชญ์ฝรั่งเศส หากอ่านจากงานวิชาการก้าวหน้าของ อ. ศรีศักร วัลลิโภดม ราว 36 ปีมาแล้ว (เรื่อง อีสานสมัยลพบุรี พิมพ์ครั้งแรกในวารสารเมืองโบราณ ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 ประจำเดือนมกราคม-มีนาคม 2520) มีรวมพิมพ์อยู่ในหนังสือแอ่งอารยธรรมอีสาน (ของสำนักพิมพ์มติชน)

           ล่าสุด ผมสรุปไว้อีกในหนังสือบุรีรัมย์ มาจากไหน? (สำนักพิมพ์แม่คำผาง พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2553 หน้า 92-98)

           ที่ไม่เขียนบอกไว้คราวก่อน เพราะเห็นว่าเยิ่นเย้อ ยืดยาด ซ้ำซาก (เนื่องจากผมเขียนบ่อยๆว่าความรู้ต่างๆไม่เคยคิดเอง ค้นเอง เพราะไม่เฉลียวฉลาดขนาดนั้น แต่ได้จากการสั่งสมสิ่งที่นักปราชญ์แต่ก่อนและครูบาอาจารย์หลายท่านศึกษาค้นคว้าไว้) และเป็นที่รู้ๆกันอยู่แล้ว

           แต่ผมลืมไปเองว่าบรรดาที่ไม่รู้ข้อมูลอย่างนี้มีมากกว่า เพราะระบบการศึกษาประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยม พากันปิดบังซ่อนเร้นพยานหลักฐานแท้จริงหลายอย่างไว้

           ระหว่างลุ่มน้ำมูล (เมืองนครราชสีมา) ในไทย กับโตนเลสาบ (เมืองเสียมเรียบ) ในกัมพูชา มีทิวเขาพนมดงเร็กเป็นแนวพรมแดนสมัยใหม่

           แต่ยุคดั้งเดิมไม่เป็นพรมแดน หากเป็นแลนด์มาร์ก(หลักหมาย)ต่างระดับของที่ราบสูงอีสาน กับที่ราบลุ่มโตนเลสาบ โดยมีช่องเขามากมายเสมือนประตูใหญ่ให้เดินทางผ่านไปมาสะดวก

           ทั้งเป็นเส้นทางตะวันตก-ตะวันออกในไทยระหว่างต้นน้ำมูลกับปากน้ำมูล ข้ามแม่น้ำโขงไปถึงลาว

           พนมดงเร็ก เป็นแกนหลักอารยธรรม“ขอม”สุวรรณภูมิในอุษาคเนย์

           สมควรที่รัฐบาลจะยกขึ้นมาตีฆ้องร้องป่าวเป็นสัญลักษณ์แสดงความเป็นเครือญาติใกล้ชิดระหว่างลาว, กัมพูชา, ไทย

           แล้วแบ่งปันความรู้สู่สาธารณะอย่างกว้างขวาง เป็นพื้นฐานความเข้าใจให้เกิดสันติภาพก่อนที่ศาลโลกจะมีคำวินิจฉัยคดีปราสาทพระวิหารในปลายปี

           อ. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เคยแนะนำว่า ลาว, กัมพูชา, ไทย ควรร่วมกันผลักดัน แม่น้ำโขง-พนมดงเร็ก เป็นมรดกโลกข้ามพรมแดน ที่ครอบคลุมอาณาบริเวณจากป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ไปตามแนวพนมดงเร็ก จากปราสาทพนมรุ้ง, พระวิหาร, วัดพู, ถึงน้ำตกคอนพะเพ็ง-แก่งลี่ผีที่แม่น้ำโขง (เอกสารของมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2554)

           มรดกโลกข้ามพรมแดนควรเป็นอุดมคติร่วมกันของลาว, กัมพูชา, ไทย

           จะทำได้จริงหรือไม่? ไม่เป็นไร ไม่ใช่ประเด็นหลัก เพราะทุกอย่างไม่จำเป็นต้องทำสำเร็จจริงในวันนี้พรุ่งนี้

           ที่สำคัญกว่าความเป็นมรดกโลกข้ามพรมแดน คือ พนมดงเร็ก สัญลักษณ์สันติภาพข้ามพรมแดนซึ่งต้องร่วมกันทำได้ในวันนี้และเดี๋ยวนี้document.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);