มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 26 เมษายน 2556

 

          คนจากสองฝั่งโขง เคลื่อนย้ายเข้าลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน (บริเวณลุ่มน้ำน่าน-ยม-ปิง) แล้วลงลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง (บริเวณลุ่มน้ำแม่กลอง-ท่าจีน) สู่ลุ่มน้ำเพชรบุรี

          ในที่สุดแพร่กระจายลงไปเป็นประชากรเมืองนครศรีธรรมราช ที่ผู้คนเบาบางเพราะล้มตายด้วยโรคห่าระบาด เป็นเหตุให้ภาษาไทย-ลาว และวัฒนธรรมสองฝั่งโขงลงไปตกค้างอยู่ทางภาคใต้สืบมาถึงปัจจุบัน มีร่องรอยในเอกสารเก่าหลายเล่ม

 

ขุนบรม

          เส้นทางการเคลื่อนย้ายของกลุ่มชนจากสองฝั่งโขง ลงลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีร่องรอยอยู่ในนิทานเรื่องขุนบรม กับนิทานแถนและกำเนิดมนุษย์จากน้ำเต้าปุง (ดังเคยเขียนบอกมาก่อนแล้ว)

          โดยสรุปว่า ขุนบรม (เป็นเชื้อสายแถน) มีลูกชาย 7 คน ต่างแยกครัวไปครองบ้านเมืองต่างๆ

          ขุนลอ คนโต ครองเมืองชวา คือ หลวงพระบาง (ในลาว)

          งั่วอิน คนที่ห้า ครองเมืองอโยธยา (หมายถึงอโยธยา-สุพรรณภูมิ ในไทย)

 

เอกสารฝรั่งเศส

          เส้นทางการเคลื่อนย้ายในนิทานเรื่องขุนบรมจากสองฝั่งโขงผ่านลุ่มน้ำยม-น่าน ลงสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา สอดคล้องกับเส้นทางการเคลื่อนย้ายของกลุ่มชนที่มีในคำบอกเล่าของชาวสยามอยุธยา สมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ แล้วมีบันทึกในเอกสารฝรั่งเศส 2 เล่ม คือ 1. จดหมายเหตุของบาทหลวงตาชาร์ด 2. จดหมายเหตุของลาลูแบร์

          คำบอกเล่าใน 2 เล่ม เป็นตำนานนิทานท้าวอู่ทองเรื่องเดียวกัน เริ่มเรื่องว่าปฐมบรมกษัตริย์ครองบ้านเมืองทางสองฝั่งโขง แล้วเคลื่อนย้ายผ่านทางลุ่มน้ำยม-น่าน ลงสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ในที่สุดก็สถาปนาอยุธยาขึ้น

 

ท้าวอู่ทอง ในพงศาวดารเหนือ

          ในพงศาวดารเหนือ เล่าเรื่องท้าวอู่ทองครองอยู่บ้านเมืองทางลุ่มน้ำยม-น่าน

          ต่อมา เคลื่อนย้ายลงไปครองอยู่บ้านเมือง (ที่พระยาแกรกเคยครองมาก่อน) ทางลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง

          อยู่มาไม่นานมีห่าลงเมือง จึงหนีห่าสร้างเมืองใหม่บริเวณที่เป็นเกาะแห่งหนึ่ง ซึ่งเรียกภายหลังว่า อยุธยา

          แล้วให้โอรส 3 องค์ ไปครองเมืองนคร (ศรีธรรมราช), เมืองตะนาว (ศรี), และเมืองเพชรบุรี

 

เพชรบุรีฟื้นฟูเมืองนครฯ

          ท้าวอู่ทองในพงศาวดารเหนือให้โอรสองค์หนึ่งไปครองเมืองนคร (ศรีธรรมราช) สอดคล้องกับตำนานเมืองนครศรีธรรมราช บอกว่า

          พระพนมทะเลฯ เจ้าเมืองเพชรบุรี ส่งพระพนมวังกับนางสะเดียงทอง ลงไปฟื้นฟูเมืองนครศรีธรรมราช ที่รกร้างเพราะมีโรคระบาด

          กรณีนี้ จิตร ภูมิศักดิ์ อธิบายรายละเอียดไว้พิสดารมาก (ในหนังสือสังคมไทยลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อนสมัยศรีอยุธยา สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน พิมพ์ครั้งที่สาม พ.ศ. 2547 หน้า 143-227) แต่สรุปสั้นๆ ว่า

          “1. ในระหว่าง พ.ศ. 1837-61 ได้เกิดนครรัฐเพชรบุรีขึ้น, เป็นนครรัฐพี่น้องกับรัฐอโยธยา.

          ผู้ครองนครรัฐคือ พระพนมทะเลศรีสวัสดิมเหนทราธิราช ผู้เป็นพระราชกุมารของกษัตริย์แคว้นอโยธยา คือเป็นโอรสองค์ใหญ่ของท้าวอู่ทอง (ผู้ปู่).

          พระศรีสวัสดิ์มเหนทราธิราชสถาปนาตนขึ้นเป็นกษัตริย์ ได้รับเครื่องสูงสำหรับยศจากพระปู่พระย่า คือท้าวพิชัยเทพ. ตำนานเมืองนครศรีธรรมราช เรียกว่าพระเจ้าอยู่หัว.

          2. การเคลื่อนไหวระยะแรกของรัฐเพชรบุรี คือส่งทูตไปยังราชสำนักจีนเพื่อแสวงการรับรองทางการทูต เมื่อ พ.ศ. 1837. ทางจีนเรียกเพชรบุรีว่า (‘นครเพชรบุรี’, รับรองในฐานะเป็นนคร มิใช่ประเทศ. เรียกเจ้าครองนครว่า กัมรเตงแห่งนครเพชรบุรี.

          3. พระศรีสวัสดิ์ฯ ได้ตั้งทำนาอยู่ที่บริเวณบางสะพาน (อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์) ระยะหนึ่ง เมื่อได้เสบียงและกำลังมั่นคงแล้ว ก็ส่งพระพนมวังอนุชากับเจ้าศรีราชาผู้เป็นนัดดา ลงมายึดหัวเมืองภาคใต้ทั้งมวลที่เป็นของอาณาจักรนครศรีธรรมราชเดิมแล้วทลายไป.

          พระพนมวังและเจ้าศรีราชา ได้ก่อสร้างฟื้นคืนเมืองนครศรีธรรมราชขึ้นใหม่—–

          นครศรีธรรมราชและภาคใต้ทั้งหมดอยู่ภายใต้อำนาจของนครรัฐเพชรบุรี และรับรองอำนาจรัฐของพระศรีสวัสดิ์ฯ จึงเรียกพระศรีสวัสดิ์ว่าพระเจ้าอยู่หัว.”

 

ห่าระบาด ลงเมืองนครฯ

          เมืองนครศรีธรรมราช เคยมีโรคห่าลงระบาด จนผู้คนล้มตายสูญหาย แล้วหลบหนีเข้าป่าดง ดังข้อความตำนานเมืองนครศรีธรรมราชตอนหนึ่งบอกว่า “เมืองนครก็ล้างเทอยู่ เป็นป่ารังโรมอยู่หึงนาน”

          โรคห่าระบาดเมืองนครศรีธรรมราช น่าจะเป็นกาฬโรค ที่ชาวยุโรปรู้ฤทธิ์ในชื่อ Black Death ระบาดจากเมืองจีนราว พ.ศ. 1876  ผ่านสุวรรณภูมิ-อุษาคเนย์ แล้วแพร่ไปถึงยุโรป

          (มีหลักฐานอย่างละเอียดในเอกสารเรื่อง Black Death โรคห่า กาฬโรค ยุค พระเจ้าอู่ทอง กระทรวงวัฒนธรรม และ ฯลฯ พิมพ์เผยแพร่เมื่อ พ.ศ. 2553)

 

สำเนียง “เหน่อ”

          กลุ่มชนจากสองฝั่งโขง เคลื่อนย้ายลงลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ผ่านลุ่มน้ำยม-น่าน บริเวณอุตรดิตถ์, พิษณุโลก, สุโขทัย

          แล้วลงทางฟากตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ทางชัยนาท, สิงห์บุรี, อ่างทอง, สุพรรณบุรี, นครปฐม, กาญจนบุรี, ราชบุรี, เพชรบุรี, ฯลฯ จนถึงนครศรีธรรมราช

          ส่งผลให้สำเนียงพูดของคนพื้นเมืองแถบนี้ถูกเรียกในปัจจุบันว่า “เหน่อ”

          แต่ใกล้เคียงสำเนียงลาวสองฝั่งโขง เช่น หลวงพระบาง ยังมีตกค้างอยู่ที่สำเนียงชาว จ. เลย

 

โนรา

          โนรา เป็นคำกร่อนจากคำเต็มว่า มโนราห์ ชื่อนางเอกบทละครเรื่องนางมโนราห์ อันเป็นที่นิยมมากของชาวบ้านชาวเมืองยุคอยุธยา

          ยังมีบทละครนอกเรื่องนางมโนราห์เขียนบนสมุดข่อย เก็บอยู่ในหอสมุดแห่งชาติ จนถึงทุกวันนี้

          เนื้อเรื่องนางมโนราห์ต่อเนื่องกับพระรถ เมรี นิทานบรรพชนของลาว

          การละเล่นโนรา ต้องสวมเทริดและใส่เล็บปลอม เป็นประเพณีดั้งเดิมของลุ่มน้ำเจ้าพระยาถึงลุ่มน้ำโขง ที่แพร่ลงภาคใต้

 

กินเหนียว

          ประเพณีแต่งงานของคนภาคใต้ เรียกกินเหนียว หมายถึงเอาข้าวเหนียวไปไหว้ผีบรรพชน

          แสดงว่าบรรพชนคนภาคใต้กินข้าวเหนียวเป็นอาหารหลักมาก่อน อย่างเดียวกับคนในวัฒนธรรมลาวสองฝั่งโขง

          แต่ปัจจุบันไม่กินแล้ว และลืมหมดแล้วว่าบรรพชนเคยกิน

d.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);