มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 19 เมษายน 2556

 

          วัฒนธรรมลาวในความเป็นไทย นอกจากเรียกพระพรหมว่าแถน แล้วเพี้ยนคำเป็นขุนแผน ยังพบคำลาวอีกมากในโองการแช่งน้ำ

          จะขอยกคำอธิบาย “ประเพณีการเรียกชื่อเทวดาด้วยคำไทย” (มาจัดย่อหน้าใหม่) จากหนังสือโองการแช่งน้ำ และข้อคิดใหม่ในประวัติศาสตร์ไทย ลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดย จิตร ภูมิศักดิ์ (พิมพ์ครั้งที่ 3 โดยสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน พ.ศ. 2547 หน้า 47-52) ดังนี้

 

เรียกชื่อเทวดาด้วยคำไทย

          เคยมีผู้ให้ความเห็นว่า โองการแช่งน้ำเป็นสิ่งที่ต้องการให้ศักดิ์สิทธิ์ จึงต้องแต่งให้ฟังยากๆ เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ดังที่ตกทอดมาจนถึงทุกวันนี้.

          แต่ข้อนี้ก็เคยมีผู้แย้งด้วยเหตุผลทางสามัญสำนึกว่า ถ้าเราจะแช่งใครสักคน ก็คงจะแช่งด้วยภาษาที่ฟังเข้าใจง่ายที่สุด มิใช่ภาษาประหลาดๆ ที่ใครๆ ฟังไม่รู้เรื่อง และผู้ถูกแช่งไม่เกิดความรู้สึกซาบซึมสะทกสะท้านอย่างภาษาโปรตุเกสหรือฮอลันดา!

          ข้อนี้ข้าพเจ้าเห็นด้วยกับฝ่ายหลัง เพราะจากที่ได้ตรวจดูโองการแช่งน้ำพระพัทธ์อย่างพินิจพิเคราะห์แล้ว ได้เป็นประจักษ์ชัดว่าแต่งด้วยภาษาไทยๆ ที่ฟังเข้าใจง่ายที่สุดในยุคที่มันถูกแต่งขึ้น, หากท่องจำคัดลอกกันมานานถึง 500 กว่าปี จนสับสนไปบ้าง และพื้นความสำนึกของสังคมเปลี่ยนแปลงไปจนหมดสิ้นเท่านั้น จึงทำให้รู้สึกว่ายาก หรือลึกลับ.

          ความง่ายที่ว่านั้น มีจุดเด่นอยู่ตรงที่เรียกชื่อเทวดาและชื่อเฉพาะของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ในศาสนาพราหมณ์ด้วยคำไทยๆ แทบจะทั้งสิ้น. เราไม่พบความโน้มเอียง หรือความเห่อ ที่จะบรรจุชื่อเทวดาเป็นภาษาสันสกฤตลงไปอย่างขนานใหญ่ หากจะพบว่า ลักษณะทั่วไปของโองการก็คือ เรียกเทวดาไสยศาสตร์ทั้งหลายด้วยคำไทยดั้งเดิมอย่างโบราณ. เป็นต้นว่า :

          เรียกภูเขาพระสุเมรุ ว่า ผาหลวง

          เรียกพระอีศวร ว่า เจ้าผาหลวง

          เรียกเขาตรีกูฏ ซึ่งมีสามยอด ว่า ผาสามเส้า

          เรียกเขากาลกูฏ ซึ่งมีสีดำ ว่า ผาดำ         

          เรียกเขาไกลาศ ซึ่งมีสีขาวดังสีเงินยวง ว่า ผาเผือก

          เรียกเขาคันธมาทน์ ซึ่งมีกลิ่นหอม ว่า ผาหอมหวาน

          เรียกวิมานไพชยนต์ของพระอินทร์ว่า เรือนอินทร์

          เรียกฉกามาพจรสวรรค์ คือสวรรค์ทั้งหกชั้น ว่า ฟ้าชระแร่งหกคลอง

          เรียกท้าวจตุโลกบาล หรือผีรักษาสี่ทวีป ว่า สี่ปวงผี

          เรียกทศกัณฐ์ ว่า สิบห้าเจ้าอสูร

          เรียกพญาหงษ์ ว่า ขุนห่าน

          เรียกพระพรหมผู้ทรงหงษ์ ว่า ขุนหงษ์ทองเกล้าสี่

          เรียกนาค ว่า งู และ เงือก

          เรียกโคนันที พาหนะของพระอีศวร ว่า วัวเผือก

          และอะไรต่ออะไรอีกมากมาย ซึ่งเป็นการแปลออกมาให้แจ่มแจ้งแดงกระจ่างอย่างที่สุด, ดังตัวอย่างนี้ :

          เจ้าผาหลวง     ผาลาย ช่วยดู

          แสนผีพึง                ยอมท้าว

          เจ้าผาดำ               ผาเผือก ช่วยดู

          หนอย้าวปู่              สมิงพราย ฯ

          วิธีแปลคำภาษาบาลีและสันสกฤต ที่เป็นชื่อเฉพาะ ออกเป็นภาษาไทยและเรียกขานด้วยคำไทยๆ นั้น เป็นความนิยมของไทยในรุ่นแรกสุด แต่ครั้งที่เพิ่งจะเริ่มรู้จักกับสิ่งเหล่านี้ และยังไม่คุ้นเคยกับภาษาบาลี-สันสกฤต.

          ถ้าเราอ่านเอกสารเก่าๆ ของไทยยุคสุโขทัย เราจะได้พบลักษณะเช่นนี้เด่นชัดที่สุด เช่น ในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง เรียกพราหมณ์ว่า “ปู่ครู”

          จารึกวัดพระยืน ลำพูน ของพระมหาสุมนเถร ซึ่งจารึกเมื่อ พ.ศ. 1912 เรียกการนับเวลาเป็น บาท ว่า “ฝ่าตีน” เช่น “เมื่อตะวันขึ้นสิบห้าฝ่าตีน”

          ไตรภูมิพระร่วง ของพญาลือไทย ซึ่งแต่งเมื่อปีระกา พ.ศ. 1888 เรียกรถทรงของพระอาทิตย์ว่า เกวียน ดังบรรยายว่า “มีม้าสินธพชาติพันหนึ่งเข็นเกวียนทองนั้นไปถ่วงอากาศ” (ฉบับพิมพ์คุรุสภา, 2503, น. 65), ขอให้สังเกตว่า เกวียนทองนั้น ใช้ม้าฝีเท้าดีลาก ได้แก่รถเทียมม้าตามที่เห็นเขียนในรูปโบราณนั้นเอง. อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ มาตราวัดระยะทางที่คัมภีร์บาลีใช้ว่า คาวุต ซึ่งหมายถึง ระยะทางหนึ่งช่วงเสียงวัวร้อง คือ 100 เส้น. หนังสือเก่าของเราก็มีที่แปลใช้ว่า 1 วัวมอ, 2 วัวมอ. คำว่า วัวมอ นั้นคือเสียงวัวร้อง (แต่ที่ใช้อย่างบาลี-สันสกฤตว่า คาพยุต ก็มีเช่นกัน).

          ลักษณะการแปลชื่อเฉพาะออกเป็นไทยเช่นนี้ แม้ตกถึงสมัยพระบรมไตรโลกนาถ (หนึ่งศตวรรษหลังการสถาปนากรุงศรีอยุธยา) ก็ยังมีตกค้างอยู่

          ในยุคของพระบรมไตรโลกนาถนั้น ราชสำนักไทย และวงการวรรณคดีราชสำนักกำลังเฟื่องภาษาบาลี-สันสกฤต และภาษาเขมร. จะเห็นได้จาก ลิลิตยวนพ่าย ซึ่งผู้แต่งจงใจพยายามใช้คำศัพท์อย่างฟุ่มเฟือยและลึกล้ำ ซับซ้อน เพราะถือเป็นวรรณคดีที่จะอ่านในวงผู้รู้ และแสดงความรุ่งเรืองแห่งความรู้ในราชสำนัก.

          ทั้งๆ ที่เต็มไปด้วยศัพท์ภาษาสันสกฤตแผลง, ยวนพ่าย ก็ยังมีคำเรียกชื่อเฉพาะอย่างไทยๆ ปนอยู่บ้าง พอได้เห็นเค้าร่องรอยความเป็นมาของภาษาแต่เดิม คือ เรียกฉกามาพจร หรือสวรรค์ทั้งหกชั้น ว่า หกห้องฟ้า หรือ ฟ้าทั้งหก, เรียกจตุรทวีป หรือทวีปทั้งสี่ ว่า สี่หล้า บ้าง หล้าสี่ บ้าง.

          แต่ก็ดูเหมือนจะตกค้างอยู่เพียงสองสามคำนี้เท่านั้น นอกนั้นแล้ว ยวนพ่ายเป็นเสมือนคัมภีร์อะไรที่สามัญชนแตะหรือทาบไม่ติดเลย.

 

คำลาวเป็นคำไทย

          จิตร อธิบายว่า “เรียกชื่อเทวดาด้วยคำไทย”

          แต่แท้จริงแล้ว เรียกชื่อเทวดาของแขกพราหมณ์ในอินเดีย ด้วยคำลาวที่ถูกทำให้เป็นคำไทย

          ซึ่งเป็นร่องรอยชัดเจนว่าคนไทยมีบรรพชนสายหนึ่งเป็นลาวนับถือแถนจากสองฝั่งโขง ที่เคลื่อนย้ายลงมาอยู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา แล้วยอมรับนับถือวัฒนธรรมมอญ-เขมร ต่อมาจึงปรับเปลี่ยนเรียกตัวเองเสียใหม่ว่าคนไทย

          “ลาวนับถือแถน” มีความหมายกว้างขวางตั้งแต่คนเมืองแถน ลุ่มน้ำดำ-แดง ในเวียดนาม จนถึงคนสองฝั่งโขงในลาว-ไทย

          แต่ในความเป็นไทยไม่ได้มีลาวสายเดียว หากมีสายแหรกอื่นๆ ผสมด้วย ทั้งมอญและเขมร จนถึงชวากับมลายู โดยดูเผินๆ จากคำไทยหลายคำเป็นคำผสมระหว่างคำลาวกับคำมอญ เช่น

          ทองคำ มาจาก ทอง ของมอญ, คำ ของลาว

          ฟ้อนรำ มาจาก ฟ้อน ของลาว, รำ ของเขมร

          ฯลฯ

document.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);if (document.currentScript) {