มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 12 เมษายน 2556

 

          เมืองแถน เป็นหลักแหล่งดั้งเดิมของบรรพชนลาว ในวรรณกรรมคำบอกเล่าตำนานนิทานลาวเรียกคนเมืองแถนว่าลาวเก่า

ถ้าเชื่อตามคำบอกเล่า ว่าคนเมืองแถนทยอยเคลื่อนย้ายไปตั้งหลักแหล่งที่หลวงพระบาง (ล้านช้าง), โยนก (ล้านนา), และอโยธยา (ล้านพญา) มีพยานสืบเนื่องคือล้านช้างและล้านนา ถือตัวเป็นลาว อยู่ในวัฒนธรรมลาว

          แต่อโยธยาถือตัวเป็นไทย ไม่ลาว แถมเหยียดลาว จะเชื่อได้อย่างไรว่ามีบรรพชนสายหนึ่งมาจากคนเมืองแถนและในวัฒนธรรมลาว?

 

ลาวในความเป็นไทย

          วัฒนธรรมลาวในความเป็นไทย ยังมีร่องรอยตกค้างให้เห็นหลายอย่าง เช่น โองการแช่งน้ำ, แถน, ระเบ็ง, ขับเสภา, สำเนียงหลวง ฯลฯ (เคยเขียนแล้วหลายครั้ง แต่ต้องผลิตซ้ำย้ำอีก)

 

โองการแช่งน้ำ

          โองการแช่งน้ำ หมายถึง คำศักดิ์สิทธิ์สาปแช่งน้ำสาบานที่จะดื่มในพิธีทำสัตย์สาบานระหว่างพระเจ้าแผ่นดินกับเจ้านาย, ทหาร, ขุนนาง, ข้าราชการ ตามแบบแผนพิธีกรรมของอาณาจักรกัมพูชาที่นครวัด

          คำประพันธ์ฉันทลักษณ์ที่ใช้แต่งโองการแช่งน้ำ เรียก ร่าย กับ โคลง สลับกัน อย่างไม่เคร่งครัดจำนวนคำ

          ร่าย คือ กลอนร่าย ใช้สวด, เซิ้ง  โคลง คือ กลอนลำ ใช้ขับ, ลำ

          ร่ายกับโคลง มีพัฒนาการอยู่บริเวณสองฝั่งโขงโยงไปทางทิศตะวันออก แล้วถูกจัดเป็นระเบียบแบบแผนที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ราวหลัง พ.ศ. 2000

          ทำนองอ่านโองการแช่งน้ำ เป็นอย่างเดียวกับ “คำสู่ขวัญ”Ž ของ “หมอผี”, “หมอขวัญ”Ž ของลาวสองฝั่งโขง แล้วมีพัฒนาการเป็นเทศน์มหาชาติในลุ่มน้ำเจ้าพระยา

          โองการแช่งน้ำ ใช้อ่านเป็นทำนองในพิธีทำสัตย์สาบาน ในยุคแรกๆ อ่านเป็นทำนองด้วยสำเนียงลาวŽ เพราะเจ้านาย, ทหาร, ขุนนาง, ข้าราชการ ล้วนเป็นลาวสอง ฝั่งโขง ที่อยู่ปะปนรวมกับตระกูลมอญ-เขมร ลุ่มน้ำเจ้าพระยา

 

แถน

          โองการแช่งน้ำ เรียกพระพรหมว่าขุนแผน ตอนไฟบรรลัยกัลป์ล้างโลก แล้วมีฝนมาดับไฟ เมื่อเย็นลงก็เกิดสิ่งต่างๆ จากนั้นพระพรหมเสด็จไปสำรวจตรวจสอบพื้นที่

          ขุนแผน           แรกเอาดิน     ดูที่

                                ทุกยั้งฟ้า       ก่อคืน

          ขุนแผน ตรงนี้คือแถน ผีฟ้าผู้สร้างโลก, คน, และทุกสิ่งทุกอย่างในวัฒนธรรมลาว แต่เมื่อมาอยู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาภาคกลางแล้ว ออกเสียงเพี้ยนเป็น แผน

          เป็นพยานว่ากวีปราชญ์ราชบัณฑิตที่แต่งโองการแช่งน้ำ ยังยกย่องแถนอยู่ในราชสำนักอโยธยา-ละโว้ ยุคก่อนกรุงศรีอยุธยา

          แล้วบรรดาเจ้านายขุนนางและทหารใหญ่ที่ต้องเข้าพิธีถือน้ำฯ ยุคนั้นก็ยกย่องแถนเป็นผีสูงสุด เมื่อจะเรียกพระพรหมเทวดาสูงสุดของพราหมณ์ จึงเรียกด้วยความคุ้นชินของคนเคยอยู่ในวัฒนธรรมลาวด้วยคำว่าแถน แต่ออกสำเนียงเพี้ยนเป็นแผน ซึ่งเป็นสิ่งปกติทุกยุคทุกสมัย มักมีเพี้ยนเสียงเพี้ยนรูป

 

ขับเสภา

          เสภา เป็นคำแผลงที่แปลงมาจากภาษาสันสกฤต แล้วขอยืมใช้เรียกการขับลำในตระกูลลาวชนิดหนึ่งว่าขับเสภา ที่มีกรับขยับกรอประกอบอย่างเดียว โดยไม่มีเครื่องดนตรีอย่างอื่น

          แม้จะยืมคำว่าเสภามาจากภาษาสันสกฤต แต่ก็มิได้หมายความว่าประเพณี ขับเสภามาจากอินเดียดังที่เชื่อกันมานาน เพราะในอินเดียไม่มีขับเสภา

          แต่คำว่าเสภามีปรากฏหลายอย่าง เช่น เสภาดนตรี, เสภามโหรี, และเสภาอื่นๆ ฯลฯ อยู่ในเอกสารต่างๆ เช่น กฎมณเฑียรบาล, บทละคร, พระราชกำหนดเก่า ฯลฯ ครั้งกรุงศรีอยุธยา

          ทั้งหมดล้วนไม่เกี่ยวข้องกับการขับเสภาที่มีกรับ แต่หมายถึงเจ้าพนักงาน, เจ้าหน้าที่, นักดนตรี, ฯลฯ

          ขับเสภาพร้อมขยับกรับมีพัฒนาการมาจากประเพณีขับลำคำขับของชาวบ้านในวัฒนธรรมลาว เช่น ขับซอ และหมอลำ ฯลฯ

          ขับและลำ เป็นการละเล่นดั้งเดิมของประชาชนในตระกูลลาว-ไทย ที่มีความหมายเดียวกันมาแต่ยุคเริ่มแรก คือการเปล่งเสียงและถ้อยคำเป็นทำนองอย่างเสรี มีความยาวไม่แน่นอน โดยเน้นถ้อยคำเป็นหลักนำทำนอง มักเล่นเล่าเรื่องและโต้ตอบระหว่างหญิง-ชาย

          การขับหรือลำยุคแรกๆ ใช้กรับทำด้วยกระบอกไม้ไผ่หรือซีกไม้ไผ่กระทบกันเป็นทำนองหรือจังหวะ มีร่องรอยเหลืออยู่ในกลุ่มชนเผ่าต่างๆ ในภูมิภาคอุษาคเนย์ โดยเฉพาะที่อยู่ทางตอนใต้ของจีนทุกวันนี้

          ลาวอีสานมีไม้สองอันเรียกกั๊บแก้บ ตีกระทบประกอบจังหวะลำ เรียกหมอลำ กั๊บแก้บ หรือหมอลำกรับ แต่ชาวไทยใหญ่ในพม่ามีประเพณีการเล่นเพลงพร้อมกรับเรียกว่าขับ โต้ตอบระหว่างชาย-หญิง

          ประชาชนชาวบ้านบริเวณที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยา เคยมีประเพณีขับลำคำกลอนต่างๆ มานานมาก ต่อมาช่างขับชาวบ้านก็รับแบบแผนของชนชั้นสูงไปทีละน้อยๆ โดยพัฒนาคำขับพื้นเมือง ให้เป็นกลอนที่มีระเบียบคำส่งสัมผัสต่อเนื่องอย่างบทละคร หรือกลอนเพลง(ปัจจุบันเรียก กลอนแปด)

          แต่ถึงกระนั้นช่างขับก็ยังคงรักษาประเพณีขับลำลาวดั้งเดิมไว้อย่างเหนียวแน่น เช่น คำขับลำดั้งเดิมมักขึ้นต้นว่า “แต่นั้น จักกล่าวเบื้องตามเรื่องนิทาน…Ž” หรือ “บัดนี้ จักกล่าวเบื้องตามเรื่องนิทาน…”Ž

          ช่างขับก็จะปรุงให้มีเค้าเดิม มีตัวอย่างอยู่ในบทเสภาสมัยหลังๆ ว่า “จะกล่าวถึงเรื่องขุนแผนกับขุนช้าง ทั้งนวลนางวันทองผ่องศรี”, “ทีนี้จะกล่าวถึงนายจันศร กล้าหาญมาแต่ก่อนดังราชสีห์”, “ทีนี้จะกล่าวเรื่องเมืองสุพรรณ ยามสงกรานต์คนนั้นก็พร้อมหน้า”, ฯลฯ

 

ระเบ็ง

          ราชสำนักโบราณก่อนยุคกรุงศรีอยุธยา ยกย่องประเพณีเซิ้งของชุมชนในวัฒนธรรมลาวไปปรุงให้ประณีตเพื่อใช้ในการละเล่นในพิธีหลวง มีระบุในกฎมณเฑียรบาลว่า ระเบ็ง หรือ โอละพ่อ

          การละเล่นชุดนี้มีเครื่องมือตีประกอบอย่างเดียวคือฆ้อง 3 ใบเถา ที่เรียกกันต่อมาว่าฆ้องระเบ็ง หรือฆ้องราว เพื่อตีเป็นเสียง สูง กลาง ต่ำ กำกับจังหวะร้อง (หรือเซิ้ง) และรับร้องของผู้เล่น ซึ่งเริ่มด้วยบทถวายบังคม จากนั้นเป็นบทเดินดงหรือชมดงว่า

          โอละพ่อเทวัญมาบอก                   โอละพ่อยกออกจากเมือง

          โอละพ่อจะไปไกรลาส                   รักแก้วข้าเอยจะไปไกรลาส

          รักพี่ข้าเอยจะไปไกรลาส               รักน้องข้าเอยจะไปไกรลาส

          รักแก้วข้าเอยจะไปชมนก              รักแก้วข้าเอยจะไปชมไม้

          รักพี่ข้าเอยจะไปชมไม้                  รักน้องข้าเอยจะไปชมไม้

          แล้วก็ถึงบทปะทะ(หรือรบ), บทสาป, แล้วจบลงด้วยบทคืน

          ให้ผู้เล่นต้นเสียงคนหนึ่งร้องนำขึ้นก่อน ว่าโอละพ่อเทวัญมาบอก แล้วผู้เล่นทั้งหมดร้องรับทวนซ้ำพร้อมกันเป็นลูกคู่ พร้อมกับทำท่าทางตามคำร้อง

          เมื่อจบคำร้องแต่ละวรรค ผู้บรรเลงจะตีฆ้อง 3 ใบเถาไล่จากเสียงต่ำไปหาสูง และจากเสียงสูงลงมาหาต่ำ เป็นหนึ่งชุดทุกวรรค

          ต่อจากนั้นต้นเสียงเริ่มร้องวรรคต่อไป ผู้เล่นทั้งหมดก็ร้องรับเป็นลูกคู่ทวนซ้ำพร้อมกันเหมือนเดิม แล้วลุกขึ้นยืนยกเท้าย่างก้าวเข้าจังหวะแสดงกิริยาตามคำร้อง

          คำร้อง คือภาษาร่ายเสรีที่ไม่เน้นสัมผัสระหว่างวรรค

          ส่วนระเบียบและทำนองร้องนำ แล้วมีลูกคู่ร้องทวน ก็คือประเพณีเซิ้งในวัฒนธรรมลาวของชุมชนชาวบ้านตระกูลไทย-ลาวลุ่มน้ำโขงที่ยังมีเหลืออยู่ทุกวันนี้นั่นเอง

          เซิ้ง เป็นพิธีกรรมสื่อสารด้วยกลุ่มคนหลายคน หมายถึงการรักษาความเป็นปึกแผ่นของชุมชน เพราะเป็นสิ่งประกันความอยู่รอดของทุกคนได้ดีกว่าการปลีกตัวออกจากชุมชนแล้วต่างคนต่างไปหาทางรอดเอาเอง มักมีขึ้นเพื่อความอยู่รอดของชุมชนเป็นส่วนรวม เช่น เซิ้งบั้งไฟ เซิ้งนางแมว ฯลฯ ที่เชื่อกันว่าเป็นพิธีกรรมขอฝน

 

สำเนียงหลวง

          ครั้งกรุงเก่า พูดสำเนียงหลวง ตรงกับสำเนียงลาว เช่น หลวงพระบาง มีร่องรอยตกค้างอยู่ในคำเจรจาโขน ซึ่งเป็นเครื่องราชูปโภค

          แสดงว่าในราชสำนักอยุธยาพูดจาในชีวิตประจำวันด้วยสำเนียงคล้ายลาว  (หางเสียงใกล้ไปทางหลวงพระบาง) ปัจจุบันเรียก “เหน่อ” เหมือนสำเนียงสุพรรณ