มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 5 เมษายน 2556

 

         คนเมืองแถนจากเวียดนาม มีร่องรอยในวรรณกรรมคำบอกเล่าหลายเรื่อง ถ้าคัดสรรมาปะติดปะต่อเข้าด้วยกันก็จะได้ประวัติศาสตร์ไทยจากคำบอกเล่าเก่าแก่ ที่ต่างจากประวัติศาสตร์แห่งชาติ

         คนเมืองแถนพวกหนึ่งมีหลายกลุ่ม แยกครัวเคลื่อนย้ายจากเมืองแถนไปทางทิศตะวันตก เข้าสู่ดินแดนสองฝั่งโขงที่เป็นเขตลาว-ไทย

         มีบอกเล่าอยู่ในนิทานกำเนิดมนุษย์ กับนิทานเรื่องขุนบรม ซึ่งเป็นความทรงจำเก่าแก่ของคนเมืองแถน ที่พวกลาวปัจจุบันเรียกลาวเก่า หมายถึงบรรพชนลาว

 

ลาวอยู่บน ไม่ลาวอยู่ล่าง

         สมมุติให้ลุ่มน้ำโขงอยู่ข้างบน เป็นแหล่งวัฒนธรรมลาว ส่วนลุ่มน้ำเจ้าพระยาอยู่ข้างล่าง เป็นแหล่งวัฒนธรรมไม่ลาว

         คนเมืองแถนที่ไปตั้งหลักแหล่งอยู่ข้างบน นับเป็นพวกลาว มีกลุ่มสำคัญ คือ

         ขุนลอ อยู่เมืองหลวงพระบาง ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ทางตะวันออกเฉียงเหนือของลุ่มน้ำเจ้าพระยา

         ไสผง อยู่เมืองโยนก ฝั่งขวาแม่น้ำโขง ทางเหนือลุ่มน้ำเจ้าพระยา

         พวกไม่ลาว อยู่ข้างล่าง มีกลุ่มเดียว คือ

         งั่วอิน อยู่เมืองอโยธยา ทางลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ลพบุรี-อยุธยา-สุพรรณบุรีทางใต้ของพวกลาว

 

บนลงล่าง

         ต่อมา (นักปราชญ์และนักวิชาการเชื่อว่าราวหลัง พ.ศ. 1700) ในนิทานบอกว่าเกิดความขัดแย้งต่างๆ นานา

         พวกอยู่ข้างบนเป็นลาวพากันเคลื่อนย้ายลงข้างล่าง ผ่านชุมทางคมนาคมที่ลุ่มน้ำน่าน บริเวณ จ. อุตรดิตถ์ และ จ. พิษณุโลก

 

ชุมทางลุ่มน้ำน่าน-ยม

         ชุมทางคมนาคมบริเวณลุ่มน้ำน่าน-ยม (อุตรดิตถ์-พิษณุโลก-สุโขทัย) เป็นที่พบกันของพวกข้างบนคนเมืองแถน มีบอกไว้ในนิทาน 2 เรื่อง

         1. ตำนานสิงหนวัติ เล่าว่ามีคนจากดินแดนโยนก เคลื่อนย้ายจากลุ่มน้ำกก (เชียงราย) ผ่านลุ่มน้ำอิง (พะเยา) ลงลุ่มน้ำน่าน (น่าน, อุตรดิตถ์) แล้วตั้งหลักแหล่งอยู่บริเวณทุ่งยั้งที่อุตรดิตถ์

         มีเรียกในตำนานพระประโทณเจดีย์ (ฉบับนายอ่องไวกำลัง) ว่า ทุ่งยาง เล่าว่าท้าวอู่ทองเป็นโอรสเจ้าเมืองเชียงแสน แล้วตีได้เมืองเชียงราย จึงมาตั้งอยู่ทุ่งยาง (ทุ่งยั้ง)

         2. นิทานท้าวอู่ทอง ฉบับบาทหลวงตาชาร์ด-ลาลูแบร์ เล่าว่ามีคนกลุ่มหนึ่งเคลื่อนย้ายจากสองฝั่งโขงผ่านเมืองนครไทย (พิษณุโลก) ลงลุ่มน้ำน่าน (อุตรดิตถ์) แล้วตั้งหลักแหล่งอยู่บริเวณทุ่งยั้ง ก่อนลงไปเมืองเพชรบุรี

         อ. พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ (ผู้เชี่ยวชาญฯ กรมศิลปากร) เชื่อว่า เมืองเวียงเจ้าเงาะที่ทุ่งยั้ง อุตรดิตถ์ คือเมืองราดของพ่อขุนผาเมือง ก่อนลงไปเป็นพระเจ้าแผ่นดินอยุธยา

 

ลงไปสุพรรณ ถึง เพชรบุรี

         จากลุ่มน้ำน่าน-ยม ชุมทางคมนาคมของคนเมืองแถน 2 ทิศทาง มีคำบอกเล่าอยู่ในคำให้การชาวกรุงเก่า ว่าท้าวอู่ทองเป็นผู้นำกลุ่มชนเคลื่อนย้ายลงไปทางทิศใต้ ถึงเมืองเพชรบุรี แล้วถึงย้อนขึ้นไปสร้างอยุธยา

         เส้นทางเคลื่อนย้ายช่วงนี้ ลงทางฟากตะวันตกลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่ต่อไปข้างหน้าจะมีเอกสารจีนเรียกบริเวณนี้ว่าสยาม มีชาวสยามพูดจาสื่อสารกันด้วยภาษาตระกูลลาว-ไทย ที่ทุกวันนี้เรียกสำเนียงเหน่อ

         ร่องรอยอีกอย่างหนึ่งคือสำเนียงภาษาพูดของกลุ่มชนพื้นเมืองตั้งแต่ลุ่มน้ำยมที่เมืองสุโขทัย ลงไปทางฝั่งตะวันตกลุ่มน้ำเจ้าพระยา เช่น สุพรรณบุรี, ราชบุรี, เพชรบุรี ที่จดหมายเหตุจีนเรียกว่าพวกเสียน หรือสยาม ล้วนใกล้ชิดกับสำเนียงหลวงพระบาง (ล้านช้าง) อย่างยิ่ง

         โดยเฉพาะสำเนียงสุพรรณฯ ที่คนต่างถิ่นฟังเป็นเหน่อ ยิ่งใกล้เคียงสำเนียงหลวงพระบาง จนเกือบเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่ง จิตร ภูมิศักดิ์ เคยตั้งข้อสังเกตไว้นานมากแล้วว่า

         “ปลอกเขตภาษาที่เรียกกันว่าสำเนียงสุพรรณทั้งหมด ซึ่งคลุมในบริเวณจังหวัดสุพรรณบุรี, กาญจนบุรี, นครปฐม, ราชบุรี และเพชรบุรี เป็นสำเนียงภาษาที่มีความสูงต่ำทางวรรณยุกต์คล้ายคลึงกับภาษาลาวเหนือทางแขวงหลวงพระบางไปถึงซำเหนือ (หัวพัน). นี่เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าแปลกใจมานานแล้ว.

         ภาษาพูดที่ชาวสุพรรณบุรีและกลุ่มสำเนียงนี้พูด เป็นภาษาไทย (ที่ว่า ภาษาไทย หมายความว่าเป็นภาษาที่ใช้ถ้อยคำและสำนวนอย่างไทยภาคกลาง ไม่ใช่ถ้อยคำและสำนวนอย่างลาวในในประเทศลาว.) แต่สำเนียงเป็นสำเนียงลาวเหนือ เจือปนจนสังเกตได้ชัด.

         จริงอยู่ในสมัยกรุงเทพฯ นี้ ได้เคยมีการกวาดต้อนพวกผู้ไทดำ (โซ่ง) ทางแขวงซำเหนือและลาวเวียงทางเขตเวียงจันทน์ ตลอดจนชาวเมืองพวน (แขวงเชียงขวาง) มาไว้ที่จังหวัดสุพรรณบุรี-ราชบุรี-เพชรบุรี ; แต่นั่นไม่ใช่ต้นเหตุมี่ทำให้สำเนียงภาษาไทยของชาวสุพรรณเป็นดังที่เป็นอยู่นี้ เพราะพวกที่ถูกกวาดมาในชั้นกรุงเทพฯ นี้ ตั้งบ้านของเขาอยู่เป็นหมู่ใหญ่ต่างหากไม่ปะปนกันกับชาวสุพรรณบุรี-ราชบุรี-เพชรบุรี เดิม และยังคงใช้ภาษาเดิมของตนจนกระทั่งทุกวันนี้. หาได้เคล้าคละปะปนทั้งชีวิตประจำวันและภาษาเข้ากับชาวเจ้าของถิ่นเดิมไม่ ทั้งสำเนียงของชาวสุพรรณบุรีก็เป็นแบบลาวเหนือมิใช่แบบผู้ไท” (สังคมไทยลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนสมัยศรีอยุธยา มีนาคม 2526)

         สำเนียงที่ว่าเหน่อนี่แหละ คือสำเนียงหลวงของกรุงศรีอยุธยา

         หมายความว่าพระเจ้าแผ่นดินก็ดี ไพร่ฟ้าประชาราษฎรส่วนมากก็ดี ล้วนตรัสและพูดจาในชีวิตประจำวันด้วยสำเนียงอย่างนี้

         ดังมีร่องรอยเป็นขนบอยู่ในการละเล่นโขน เมื่อถึงเจรจาโขนที่ต้องใช้สำเนียงเหน่อสืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน ถ้าใช้สำเนียงกรุงเทพฯ อย่างพูดจากันทุกวันนี้ ถือว่าผิดขนบ

         ร่องรอยเหล่านี้มีในตำนานนิทานเก่าแก่ แต่นักวิชาการสมัยใหม่ทิ้งไป อ่านไม่เข้าใจ เพราะถูกครอบงำด้วยวรรณกรรมกระแสหลักจากราชสำนักลุ่มน้ำเจ้าพระยาจนตกลงไปในหลุมดำนั้น

document.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);document.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);