มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 26 เมษายน 2556

 

          สังคมก้าวหน้า (พัฒนานานแล้ว) ทางเทคโนโลยี เช่น อเมริกา, ยุโรป, ญี่ปุ่น ผลิตหนังสือวิชาความรู้ฉบับอ่านง่ายๆ สบายมากๆ ตามสถานการณ์ หรือตามกระแสสังคม ที่กำลังมีปัญหาแล้วต้องการคำอธิบายขณะนั้น หรือตามที่เห็นพ้องต้องกันว่าควรผลิตเรื่องนั้นเรื่องนี้

          โดยถือเป็นภาระหน้าที่ร่วมกันอย่างหนึ่งของสถาบันการศึกษากับสำนักพิมพ์ ด้วยเหตุผลกว้างๆ ตรงไปตรงมา 2 อย่าง คือ สร้างความรู้สู่สาธารณะ และสร้างรายได้ (เพราะขายทั่วโลก)

          ตัวอย่าง สถานการณ์หรือกระแสสังคมกรณีไทยกับกัมพูชาขึ้นศาลโลก เรื่องปราสาทพระวิหารและพื้นที่ทับซ้อน หากเป็นสังคมก้าวหน้าจะต้องผลิตหนังสืออธิบายวิเคราะห์สถานการณ์ตามกระแสสังคม ฉบับอ่านง่ายๆ สบายมากๆ ออกมาก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งอาจทำได้อย่างน้อย 2 ลักษณะ คือ

          1. บอกเล่าความเป็นมาทางประวัติศาสตร์โบราณคดี, ประวัติศาสตร์ศิลปะ, มานุษยวิทยา ของปราสาทพระวิหารและพื้นที่โดยรอบ ซึ่งรวมทิวเขาพนมดงเร็กและลุ่มน้ำมูล (ซึ่งไม่เกี่ยวกับข้อกฎหมาย)

          2. อธิบายประวัติศาสตร์ยุคล่าอาณานิคม จนถึงกรณีพิพาทเป็นคดีขึ้นศาลโลก

          หนังสืออย่างนี้มักทำรูปเล่มขนาดพกพาสะดวกอย่างพ็อคเก็ตบุ๊ก ตัวหนังสือโตกว่าปกติ เนื้อหาสั้นๆ กะทัดรัด มีฟุตโน้ตอ้างอิงเฉพาะที่จำเป็น (ไม่รุ่มร่ามอวดรู้) รูปประกอบมีทุกหน้า แล้วจัดหน้าสวยงาม พิมพ์สอดสีทั้งเล่มอย่างทันสมัยและร่วมสมัย เพื่อดึงดูดความสนใจให้คนทั่วไปอยากดูและอยากอ่าน

          เนื้อหาเรียบเรียงโดยนักวิชาการระดับสูง (ศาสตราจารย์, ดร.) ของสถาบันการศึกษาอันเป็นที่ยอมรับ ทั้งแนวชาตินิยม และเสรีนิยม หรือมิฉะนั้นก็มีบรรณาธิการเรียบเรียงใหม่จากงานวิจัยของนักวิชาการระดับสูงนั้น โดยได้รับการรับรองถูกต้องทุกประการ

          สังคมล้าหลัง (ด้อยพัฒนา) ทางเทคโนโลยี เช่น ไทย, ฯลฯ ผลิตหนังสืออย่างนี้ไม่มาก หรือเกือบไม่มี

          ถ้าจะมีบ้างก็เป็นงานวิจัยอย่างลึกซึ้งของนักวิชาการ ซึ่งคนทั่วไปอ่านยากมาก จนถึงอ่านไม่รู้เรื่อง

          ที่เป็นอุปสรรคมาก ก็คือนักวิชาการสถาบันต่างๆส่วนมากของไทยมีอคติต่อการทำงานให้อ่านง่ายๆ สบายมากๆ ตามสถานการณ์ เพื่อแบ่งปันความรู้สู่สาธารณะ โดยใช้คำว่า “ตามกระแส” ในความหมายลบ (ซึ่งตรงข้ามกับสังคมก้าวหน้าพัฒนาแล้ว)

          โดยไม่ใส่ใจความเดือดร้อนของสังคมที่ต้องการคำอธิบายความรู้ ดังมีประจักษ์พยานการติดตามคำให้การในศาลโลกทางโทรทัศน์(อย่างดราม่า น่าตื่นเต้น) ที่เพิ่งผ่านไปเมื่อไม่นานมานี้

          อันที่จริงถ้าใครจะไม่ทำตามกระแส (เพราะไม่สันทัด) ก็ไม่มีใครว่าอะไร แต่ไม่ควรมีอคติต่อกลุ่มนักวิชาการที่กระตือรือร้นแบ่งปันตามกระแสสถานการณ์ และในทางตรงข้ามควรให้กำลังใจสนับสนุนเสียด้วยซ้ำไป

          ตามกระแส หมายถึงเป็นไปตามภาวะที่เป็นอยู่ขณะนั้น มีทั้งด้านบวกและด้านลบ

          ด้านบวก เพื่อประโยชน์ของสังคม เช่น ผลิตหนังสือง่ายๆ อธิบายความรู้และความเป็นมาของคดีขึ้นศาลโลกเรื่องปราสาทพระวิหารและพื้นที่ทับซ้อน(ดังกล่าวแล้ว)

          ด้านลบ หมายถึงฉวยโอกาสแสวงหากำไรเพื่อส่วนตัวจากเรื่องนี้ (ซึ่งหาเท่าไรก็ไม่พบว่าในไทยจะทำกำไรจากเรื่องอย่างนี้ได้ยังไง? หากแสวงหากำไรได้จริง ป่านนี้มีคนทำออกมามากมายเต็มบ้านเมืองแล้ว)

          นักวิชาการที่อคติงานแบ่งปันเผยแพร่วิชาความรู้ตามกระแสสถานการณ์ แล้วยกตนว่าไม่ทำตามกระแส น่าจะมาจากเหตุอย่างน้อย 4 เรื่อง

          1. ไม่รู้จักและไม่เข้าใจลักษณะทำงานวิชาการอย่างสังคมก้าวหน้า

          2. ไม่มีวิชาความรู้และประสบการณ์มากพอที่จะทำงานตามกระแสสถานการณ์นั้นๆ เพื่อสาธารณะ

          3. อยู่บนหอคอยงาช้างอย่างเห็นแก่ตัว ด้วยความหลงผิดคิดว่าวิชาความรู้เป็นของศักดิ์สิทธิ์สงวนไว้ให้ผู้ดีมีตระกูลสูงเท่านั้น จึงวางตนเหนือสังคม ไม่ยอมมีส่วนร่วมกับสังคมที่มีปัญหาแล้วต้องการความช่วยเหลือทางวิชาความรู้และความคิดเห็น เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เลยหาข้ออ้างให้ตัวเองดูดีเพื่อรักษาความเห็นแก่ตัวนั้นไว้ แล้วป้องกันคนรู้เท่าทัน

          4. อาจมีเหตุอื่นๆอีกก็ได้นอกเหนือจาก 3 ข้อข้างต้น

          สังคมก้าวหน้ารู้ว่า “ถ้าไม่เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา ก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา” แต่สังคมล้าหลังไม่รู้ หรือแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้if (document.currentScript) {