Download PDF

มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 15 เมษายน 2556

 

          เลี้ยงผี เป็นพิธีกรรมหลังการเก็บเกี่ยวของชุมชนอุษาคเนย์ดึกดำบรรพ์นับพันๆปีมาแล้ว ก่อนรับสงกรานต์ของแขกพราหมณ์จากอินเดีย

          ผีที่ต้องมีพิธีกรรมเลี้ยงดูประจำปี มีหลายอย่าง ทั้งผีบรรพชนของครอบครัววงศ์ตระกูลคือผีเรือน และของชุมชน คือผีบ้าน (หมายถึงหมู่บ้าน)

          รวมถึงผีที่สิงอยู่ในเครื่องมือทำมาหากินทุกอย่างที่มีชื่อเรียกตามเครื่องมือนั้นๆ เช่น ผีนางด้ง (หมายถึงผีสิงในกระด้งฝัดข้าว), ผีครก, ผีสาก (หมายถึงผีสิงในครกและสากตำข้าว) เป็นต้น

          การละเล่น เป็นสิ่งสำคัญในงานเลี้ยงผีที่ต้องทำร่วมกันทั้งชุมชน ทุกคนร่วมกันเล่นโดยไม่แยกระหว่างคนเล่นกับคนดู         

          เครื่องมือสื่อสารสำคัญคือดนตรีและเหล้า เพื่อหลอมละลายพฤติกรรมของทุกคนในชุมชนให้อยู่ในบรรยากาศและจินตนาการอย่างเดียวกันหมด

          โดยจัดให้มีสัตว์เสี่ยงทายเข้าร่วมด้วย เช่น เต่า, ปลา, ไก่, นก, ฯลฯ

          แล้วมีคำทำนายโดยดูจากสัตว์เสี่ยงทายนั้นว่าในฤดูการผลิตต่อไปจะมีความอุดมสมบูรณ์มากน้อยขนาดไหน จะได้เตรียมรับสถานการณ์ทันท่วงที

          เสร็จแล้วก็ปล่อยสัตว์เสี่ยงทายไปสู่ธรรมชาติ ซึ่งเป็นต้นเหตุให้เกิดประเพณีปล่อยสัตว์จนถึงปัจจุบัน

          น้ำ ใช้ทำความสะอาดเรือนและเครื่องมือทำมาหากินที่ต้องชำระสะสางในพิธีเลี้ยงผีด้วยการรด, ล้าง, สาด

          แล้วยังใช้อาบให้บรรพชนที่ตายไปแล้ว แต่มีกระดูกหรืออัฐิเหลืออยู่ไว้บูชาเซ่นไหว้ตามประเพณีดึกดำบรรพ์ของอุษาคเนย์ เรียก “ฝังศพครั้งที่สอง”

          รวมทั้งอาบให้บรรพชนที่ยังมีชีวิต คือปู่ย่าตายาย, ลุงป้าน้าอา, พ่อแม่, และผู้อาวุโสในหมู่บ้านหรือชุมชนนั้นๆ

          เมื่อเสร็จแล้วก็สาดน้ำขึ้นหลังคาบ้านเรือน ตลอดจนต้นไม้ใบหญ้าที่อยู่โดยรอบ เป็นสัญลักษณ์ของการชำระล้างขับไล่สิ่งไม่ดี คือผีเลวปีศาจร้ายให้หมดสิ้นไปด้วย

          สิ่งนี้ยังมีตกค้างอยู่ในประเพณีของกลุ่มชาติพันธุ์ และเคยมีในราชสำนักที่มีบ้านเมืองในหุบเขาทางเหนือ

          พิธีกรรมเหล่านี้เองที่สืบเนื่องถึงปัจจุบันในรูปของชักบังสุกุล, สรงน้ำพระ, กับรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ผู้เฒ่าผู้แก่, แล้วสาดน้ำd.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);