มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 12 เมษายน 2556

 

          รดน้ำสงกรานต์ เป็นประเพณีดั้งเดิมก่อนรับสงกรานต์ของแขกพราหมณ์จากอินเดีย แต่สาดน้ำรุนแรงในไทยมีขึ้นสมัยหลังมาก ไม่เกิน 50 ปีมานี้

          รดน้ำ หมายถึงตักน้ำรดราดกันอย่างนอบน้อมในระบบเครือญาติ ให้ชุ่มฉ่ำร่มเย็นหลังฤดูเก็บเกี่ยว เป็นประเพณีดั้งเดิมดึกดำบรรพ์ของอุษาคเนย์นับพันๆปีมาแล้ว มีอยู่ก่อนรับคติสงกรานต์จากพิธีพราหมณ์อินเดีย หลังจากนั้นถึงผนวกรดน้ำตามประเพณีพื้นเมืองเป็นส่วนหนึ่งของสงกรานต์

          ประเพณีรดน้ำ บางท้องถิ่นเรียกรดน้ำดำหัว เป็นอย่างเดียวกับอาบน้ำผู้เฒ่าผู้แก่ ถ้าทำกับพระพุทธรูปเรียกสรงน้ำพระ ครั้นทำกับพระสงฆ์เรียกรดสงฆ์ หรือรดสรง (ทางลาวเรียกฮดสงฆ์ หรือฮดสง)

          สาดน้ำ หมายถึงตักน้ำสาดใส่กันอย่างรวดเร็วและรุนแรง เป็นพฤติกรรมก้าวร้าว เพิ่งมีขึ้นราว 100 ปีมานี้ แล้วเป็นที่นิยมแพร่หลายในไทยไม่เกิน 50 ปีมานี้เอง ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจการเมืองและกระแสวัฒนธรรมท่องเที่ยว

          ผู้รู้บางท่านอธิบายว่าเริ่มก่อนจากพม่า ราวหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เพื่อแสดงออกทางการเมืองต่อต้านอังกฤษเจ้าอาณานิคม

          เรื่องนี้จริงหรือไม่จริงไม่ทราบ แต่ยังไม่พบคำอธิบายอย่างอื่น

          หลังจากนั้นสาดน้ำมีลักษณะระบายความเครียดทางเศรษฐกิจการเมืองและสังคมมากขึ้น แต่บางคนอธิบายเป็นอย่างอื่นได้อีก

          ชุดไทย ไม่เคยมีมาแต่เดิม เพิ่งมีขึ้นสมัยหลังเมื่อปลุกระดมลัทธิชาตินิยม

          มีผู้รู้ตั้งข้อสังเกตว่าชุดไทยมีขึ้นเลียนแบบชุดประจำชาติของประเทศที่เคยเป็นเมืองขึ้น เมื่อประกาศอิสรภาพแล้วก็แสวงหาอัตลักษณ์เพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวร่วมกัน ซึ่งง่ายที่สุดและเร็วที่สุดคือสร้างชุดประจำชาติ

          ไทยอวดอ้างว่าไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นชาติตะวันตก แต่มีปมอย่างเดียวกับพวกตกเป็นเมืองขึ้น เลยต้องสร้างชุดไทยไว้ยึดเหนี่ยวด้วย

          สงกรานต์ที่ทางการกำหนดให้ต้องแต่งชุดไทย หรือเสื้อคอกลมลายดอก ไม่เคยพบแบบแผนนี้อยู่ในสังคมชาวไทยสยามยุคก่อนๆ

          จึงเป็นแบบแผนใหม่ล่าสุดของทางการซึ่งจัดอยู่ในพวกไทยกระแดะและจริตดก ที่ต้องการแสดงตนเป็นไทยแท้ๆ หรือไทยทั้งดุ้น หรือไทยเดิมตั้งโด่เด่

          สงกรานต์สมัยก่อนพวกไพร่แต่งตัวตามมีตามเกิด หรือที่คิดว่างามของยุคนั้นๆ มีร่องรอยอยู่ในนิราศเดือน ของเสมียนมี กวีสมัย ร.3 สะท้อนให้เห็นรสนิยมแต่งตัวเล่นสงกรานต์ของคนในยุค ร.3 ว่าตามสะดวกสบาย และตามลักษณะชนชั้น เช่น

          “ล้วนแต่งตัวทั่วกันวันสงกรานต์ ดูสะคราญเพริศพริ้งทั้งหญิงชาย”, “ล้วนแต่งตัวเต็มงามทรามสวาท ใส่สีฉาดฟุ้งเฟื่องด้วยเครื่องหอม” และ “ประดับพร้อมแหวนเพชรเม็ดมุกดา”

          ที่สำคัญคือ “มีเท่าไรใส่เท่านั้นฉันผู้หญิง ดูเพริศพริ้งเพราเอกเหมือนเมขลา” ไม่มีตรงไหนเลยที่จะกำหนดให้กระแดะดัดจริตแต่งชุดไทยเสื้อคอกลมลายดอกเหมือนทางการยุคนี้มีระเบียบออกมา

          สงกรานต์วันนี้ พรุ่งนี้ ไม่จำเป็นต้องชุดไทยลายดอกของทางการ ถ้าใครอยากแต่งอะไร? แบบไหน? ก็แต่งตามสะดวกสบายที่ต้องการ และคิดว่าดี จะขาสั้น ขายาว สายเดี่ยว เกาะอก ก็ได้ทั้งนั้น

          ที่สำคัญคือต้องป้องกันรักษาตัวเองได้ด้วย