มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 4 เมษายน 2556

 

          ควักดวงตานางสิบสอง เป็นฉากสยองขวัญที่สุดในบรรดานิทานทั้งหลายที่เคยอ่าน (แต่ผมอ่านหนังสือนิทานไม่มากนัก)

          นางสิบสองเป็นลูกสาวเศรษฐี ต่อมาเศรษฐีล้มละลายกลายเป็นยาจกยากจน ไม่มีทรัพย์สินข้าวปลาจะเลี้ยงลูก เลยเอาไปปล่อยป่าทิ้งไว้ตามยถากรรม

          พระรถสิทธิ์รับนางสิบสองเป็นมเหสี แต่หลงมารยานางยักษ์แปลงที่แกล้งป่วยแล้วอ้อนวอนให้พระรถสิทธิ์สั่งควักดวงตานางสิบสองมาประสมยารักษาตัว

          นางสิบเอ็ดคนไม่มีลูก แต่คนที่สิบสองมีลูกชายที่ปิดบังซ่อนเร้นไว้ ครั้นโตขึ้นได้นามว่ารถเสน แล้วได้พบนางเมรี จนต้องพรากจากกันตอนท้าย

          นิทานนางสิบสองเป็นที่รู้จักแพร่หลายในความทรงจำของลาวชาวบ้านว่า พระรถเมรี มีวรรณกรรมยุคอยุธยาหลายลักษณะ เช่น กาพย์ขับไม้เรื่องรถเสน, บทละครเรื่อง พระรถ, ฯลฯ

          เหตุที่ยกเรื่องควักดวงตานางสิบสอง เพราะจินตนาการขณะนอนลืมตาบ้างหลับตาบ้างบนเตียงผ่าตัดน้อยในโรงพยาบาล และหมอธรรมนูญ สุรชาติกำธรกุล กำลังทำอะไรสักอย่างให้ตาต้อกระจกทั้งสองข้างของผมมองเห็นดีขึ้น โดยทำวันละข้าง

          “ทำแล้วดี มึงรีบไปทำเถอะ” คุณขรรค์ชัย บุนปาน สั่งให้ผมรีบไปหาหมอแก้ไขตาเป็นต้อ “กูทำแล้วมองใสเห็นถึงไหนต่อไหนไปดาวพระอังคารโน่น”

          วันที่สาม หมอธรรมนูญทำพิธีเปิดตาทั้งสองข้างที่มีฝาครอบไว้ไม่ให้โดนฝุ่นผงและอื่นๆ ทำให้ผมมองเห็นสีแสงสดใสสุกสว่างกว่าแต่ก่อน ราวกับพระนิพนธ์ น.ม.ส. วรรคหนึ่งว่า “ผ่องประภัสพลอยหาวพราวเวหา”

          “สีที่ผมมองเห็นมันสดมากใสมาก ไม่เหมือนก่อนทำ” ผมค่อยๆถามหมอธรรมนูญในห้องตรวจของจักษุแพทย์อย่างงงๆ “อยากรู้ว่าเป็นสีธรรมชาติจริงๆ หรือเป็นสีประดิษฐ์ของเลนส์วิทยาศาสตร์ที่หมอใส่แทนเข้าไป”

          “สีธรรมชาติทั้งหมด” หมอบอก

          “แสดงว่าหลายสิบปีที่ผ่านมา ผมมองสีทุกสีผิดเพี้ยนจากธรรมชาติ เพราะอำนาจของตาต้อ” ผมรำพึงออกมาเองดังๆเรื่องมองสีที่ไม่ใช่การเมือง แล้วตบท้ายว่า “เวรกรรมละซี่กูเอ๋ย หลงผิดมานานมาก”

          เจ๊งหมดเลย เพราะแต่ก่อนเคยตรวจปรู๊ฟสีปกหนังสือต่างๆก่อนพิมพ์จริง แล้วผมมักทักท้วงถกเถียงเรื่องสีที่ดีไซน์ออกมาโดยโยนความผิดให้คนอื่นตลอดว่าดูสีผิดเพี้ยน ไม่คลาสสิค ไม่งาม

          แต่แท้จริงแล้วพวกเขาไม่มีใครผิดเพี้ยนเลย เพิ่งรู้ว่าคนผิดคนเพี้ยนสีนี่กูเอง ขอโทษโว้ย}