มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 29 มีนาคม 2556

 

          วรรณกรรมคำบอกเล่าหลายเรื่อง บอกเล่าการเคลื่อนย้ายของกลุ่มคนเผ่าพันธุ์ต่างๆ รวมทั้งตระกูลลาว-ไทย ที่ต่อไปข้างหน้าจะหลอมรวมเข้าด้วยกันทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมวัฒนธรรม แล้วสมมุติชื่อเรียกตัวเองว่าคนไทย

          แต่ต้องปะติดปะต่อวรรณกรรมคำบอกเล่าเหล่านั้นอย่างระมัดระวัง และต้องไม่หลงเชื่อถือตายตัวว่าต้องเป็นอย่างนี้อย่างนั้นเท่านั้น เพราะยังมีร่องรอยและเงื่อนไขอื่นๆ อีกมากที่ยังค้นไม่ทั่วถึง

 

ต้นเรื่องที่เมืองแถน

          พวกผู้ไทย (ลาวเก่า) ทยอยแยกครัวเคลื่อนย้ายจากเมืองแถน (ทุกวันนี้คนเวียดนามเรียก เมืองเดียนเบียนฟู) ลุ่มน้ำดำ-แดง ในภาคเหนือของเวียดนาม (ติดไปทางพรมแดนลาวและใกล้จีน) เข้าสู่ลุ่มน้ำโขง แล้วตั้งหลักแหล่งอยู่บริเวณต่างๆ

          มีบอกในนิทานกำเนิดมนุษย์และเรื่องขุนบรม ว่าสร้างบ้านแปลงเมืองหลายแห่ง มีเมืองหอแต สิบสองพันนา (ในยูนนาน), เมืองโยนก ในล้านนา, หลวงพระบาง ในล้านช้าง,เมืองคำเกิด, เมืองพวน (ในเชียงขวาง ทุ่งไหหิน)

 

เข้าถึงสองฝั่งโขง

          เส้นทางเข้าถึงลุ่มน้ำโขง จากเมืองแถนไปได้หลายทาง เพราะมีช่องเขาไปมาหากันตลอดพรมแดนยาวมากของเวียดนามกับจีนและลาว ตั้งแต่เหนือจรดใต้

          แต่เส้นทางสะดวกที่สุด คือลงตามลำน้ำอู เข้าสู่แม่น้ำโขงที่เมืองปากอู อยู่เหนือเมืองหลวงพระบาง

          เมื่อเข้าถึงแม่น้ำโขงแล้ว จะทวนน้ำขึ้นไปถึงสิบสองพันนา หรือโยนกเชียงแสนก็ได้โดยสะดวกทั้งนั้น ครั้นจะล่องตามน้ำลงถึงหลวงพระบางและเวียงจันก็ไม่มีอะไรเป็นอุปสรรคอีกต่อไป

          มีหลักฐานการใช้ลำน้ำอูเป็นเส้นทางเข้าสู่แม่น้ำโขง อยู่ในนิราศหลวงพระบาง โดยหลวงทวยหาญรักษา (เพิ่ม) ซึ่งไปราชการทัพของจอมพล เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสง-ชูโต) ปราบฮ่อครั้งที่ 1 พ.ศ. 2428 (ร.ศ. 104) สมัยต้น ร.5

          หลังปราบฮ่อสำเร็จแล้ว ขากลับล่องแพจากเมืองแถนลงตามลำน้ำอูเข้าสู่แม่น้ำโขง ถึงเมืองหลวงพระบาง

 

ท้าวฮุ่ง ท้าวเจือง และพระลอ

          การขยายตัวของกลุ่มชนจากเมืองแถน, เมืองหลวงพระบาง สู่ดินแดนโยนกมีร่องรอยอยู่ในตำนานนิทานเรื่องท้าวฮุ่ง ท้าวเจือง กับเรื่องพระลอ

          ท้าวฮุ่ง ท้าวเจือง เป็นสัญลักษณ์ของคนพื้นเมืองดั้งเดิมในตระกูลมอญ-เขมร  มีหลักแหล่งอยู่โยนก ลุ่มน้ำกก-อิง (เชียงราย-พะเยา) ฝั่งตะวันตกแม่น้ำโขง

          พระลอ เป็นสัญลักษณ์ของคนอีกกลุ่มหนึ่งในตระกูลลาว-ไทย เชื้อสายแถนและ ขุนบรม มีหลักแล่งอยู่หลวงพระบาง ฝั่งตะวันออกแม่น้ำโขง (ในตำนานนิทานเรียก แม่น้ำกาหลง มีรากจากเก้าลวง หมายถึงนาค 9 ตัว พิทักษ์แม่น้ำโขง ลวง ในภาษาลาว หมายถึง นาค ตรงกับคำจีนว่า หลง แปลว่า มังกร)

          ตระกูลลาว-ไทย จากทิศตะวันออกฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ขยายตัวข้ามแม่น้ำโขง เข้าไปในดินแดนโยนก จึงเกิดความขัดแย้งกัน ดังแสดงออกในวรรณกรรม มหากาพย์ท้าวฮุ่ง ท้าวเจือง และโคลงพระลอ (ฉบับที่รู้จักแพร่หลายนี้อาจแต่งขึ้นสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อเทียบกวีโวหารกับตะเลงพ่าย พระนิพนธ์กรมสมเด็จพระปรมานุชิตฯ)

 

เส้นทางการค้าเหนือ-ใต้

          ความขัดแย้งระหว่างตระกูลท้าวฮุ่งฯ กับตระกูลพระลอ ทำให้มีคนกลุ่มหนึ่งเคลื่อนย้ายหนีความขัดแย้งนั้น จากดินแดนโยนกลงทางใต้ ผ่านเมืองพะเยา เมืองน่าน สู่ลุ่มน้ำน่าน-ยม ที่ทุ่งยั้ง แม่น้ำโพ จ. อุตรดิตถ์ (มีรายละเอียดอยู่ในหนังสือเรื่องเมืองราดฯ ของ พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2555)

          มีบอกไว้ในตำนานนิทานที่ขุนนางข้าราชการในราชสำนักอยุธยาจำได้ แล้วเล่าให้บาทหลวงตาชาร์ตจดไป ต่อมาลาลูแบร์คัดลอกพิมพ์ในบันทึก ดังนี้ (จัดย่อหน้าใหม่ให้อ่านสะดวก)

          ปฐมบรมกษัตริย์ของชาวสยามนั้นทรงพระนามว่า พระปฐมสุริยเทพนรไทยสุวรรณบพิตร (Pra Poathonne Sourittep pennaratui sonanne bopitra) พระมหานครแหงแรก ที่เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัตินั้นชื่อว่าไชยบุรีมหานคร (Tchài pappe Màhanacôn) ซึ่งข้าพเจ้าไม่แจ้งว่าตั้งอยู่ที่ไหน

          เมื่อเสด็จขึ้นเถลิงราชย์นั้นพระพุทธศาสนยุกาลล่วงแล้ว 1300 พรรษา นับตามศักราชสยามและมีพระมหากษัตริย์สืบสันตติวงศ์ต่อมาอีก 10 ชั่วกษัตรย์ องค์สุดท้ายทรงพระนามว่าพญาสุนทรเทศมหาเทพราช (Ipoia Sanne Thora Thesma Teperat) ย้ายพระนครหลวงมาสร้างราชธานีใหม่ที่เมืองธาตุนครหลวง (Tasôo Nacorà Louang) จะอยู่ยังแห่งหนตำบลใด ข้าพเจ้าก็ไม่แจ้งอีกเหมือนกัน.

          ในปี พ.ศ. 1731 พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 12 สืบต่อจากพระองค์นี้ ซึ่งทรงพระนามว่าพระพนมไชยศิริ (Pra Poà Noome Thele Seri) ทรงให้อาณาประชาราษฎรของพระองค์อพยพตามไปยังเมืองนครไทย (Locontài) ซึ่งตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำอันไหลมาจากภูเขาแดนลาว ซึ่งไหลลงสู่แม่น้ำ (เจ้าพระยา) ตอนเหนือเมืองพิษณุโลกขึ้นไปเล็กน้อย แต่นั้นไปยังเมืองนครไทยไกลกัน 40 ถึง 50 ลี้

          แต่พระมหากษัตริย์พระองค์นี้มิได้ประทับอยู่ ณ เมืองนครไทยตลอดมา หากได้เสด็จไปสร้างและประทับอยู่ ณ เมืองพิบพลี (Pipeli) บนฝั่งแม่น้ำสายหนึ่ง ซึ่งปากน้ำนั้นอยู่ห่างราว 2 ลี้ ข้างทิศตะวันตกของปากน้ำ (เจ้าพระยา).

          มีพระมหากษัตริย์สืบราชสันตติวงศ์ต่อมาอีก 4 ชั่วกษัตริย์ พระองค์สุดท้ายซึ่งทรงพระนามว่ารามาธิบดี (Rhamatilondi) ได้ทรงสร้างเมืองสยามนี้ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1894 และเสด็จขึ้นดำรงสิริราชมไหสวรรย์สมบัติ ณ ที่นั้น

          (คัดจาก-จดหมายเหตุลาลูแบร์ ฉบับสมบูรณ์ เล่ม 1 แปลโดย สันต ท. โกมลบุตร สำนักพิมพ์ก้าวหน้า พิมพ์ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2510)

          เส้นทางการเคลื่อนย้ายในตำนานนิทาน แท้จริงคือเส้นทางการค้าเหนือ-ใต้ ที่จะสนับสนุนให้เกิดความสัมพันธ์ทางเครือญาติของคนชั้นนำในรัฐที่จะเกิดขึ้นใหม่ต่อไปข้างหน้า เช่น รัฐสุโขทัย, รัฐเชียงราย, รัฐพะเยา, ฯลฯ

 

เส้นทางคนไทย

          บริเวณลุ่มน้ำน่าน-ยม ก็คือลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน เป็นชุมทางเส้นทางคมนาคมที่พวกผู้ไทย (ลาวเก่า) และพวกอื่นๆ อีกหลายพวกจะเคลื่อนย้ายลงลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างต่อไป

} else {