มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 15 มีนาคม 2556

 

         นิทานกำเนิดมนุษย์ในพงศาวดารล้านช้าง สะท้อนสังคมบริเวณสุวรรณภูมิช่วงก่อน พ.ศ. 2000 ให้เห็นผู้มีอำนาจบาตรใหญ่เอารัดเอาเปรียบเบียดเบียนรังแกผู้ด้อยโอกาสซึ่งน่าจะเป็นเรื่องปกติเหมือนที่อื่นๆ ทั่วโลก

 

ผู้ตั้งตนเป็นใหญ่

         คนอยู่กับดินหญ้า ผีอยู่กับฟ้าแถน (มีคำพูดจาภาษาประจำวันของชาวบ้านว่า ผีฟ้าผีแถน) ผีกับคนปนอยู่ด้วยกันเป็นปกติธรรมดา

         ถ้าจริงอย่างนี้ก็แสดงว่าแถนเป็นผีฟ้า (ไม่ใช่คน) ที่คำบาลี-สันสกฤตว่า เทวดา, เทพยดา

         อยู่นานมามีผู้ตั้งตนเป็นใหญ่โดยอ้างแถนว่าให้คนทั้งหลายต้องเซ่นวักตั๊กแตน ก็คือส่งสินบน หรือส่งส่วยให้ผู้ตั้งตนเป็นใหญ่ (อ้างว่าส่งแถน)

         คนทั้งหลายไม่ยอมทำตามคำบงการ เพราะต่างทำมาหากินตามยถากรรมพอเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ไม่มีส่วนเกินจะแบ่งปันส่งสินบน เลยต้องพากันเดือดร้อน เพราะอำนาจใหญ่ของคนกลุ่มหนึ่งซึ่งมีไม่กี่คน

         มีพรรณนาในนิทานกำเนิดมนุษย์ว่า

         กาลเมื่อก่อนนั้น ก็เป็นดินเป็นหญ้าเป็นฟ้าเป็นแถน ผีแลคนเที่ยวไปมาหากันบ่ขาด

         เมื่อนั้น ยังมีขุนใหญ่ 3 คน ผู้หนึ่งชื่อขุนคาน อยู่สร้างบ้านเมืองลุ่มกินปลา เฮ็ดนาเมืองลุ่มกินข้าว เมื่อนั้นแถนจึงใช้ให้มากล่าวแก่คนทั้งหลาย ว่าในเมืองลุ่มนี้กินข้าวให้บอกให้หมาย กินแลงกินงายก็ให้บอกแก่แถน ได้กินชิ้นก็ให้ส่งขา ได้กินปลาก็ให้ส่งรอยแก่แถน เมื่อนั้นคนทั้งหลายก็บ่ฟังตามแถน แม้นใช้มาบอกสองทีสามทีก็บ่ฟังหั้นแล

         แต่นั้น แถนจึงให้น้ำท่วมเมืองลุ่มลีดเลียง ท่วมเมืองเพียงละลาย คนทั้งหลายก็ฉิบหายมากนักชะแล

         ข้อความตอนต้นเรื่องนิทานกำเนิดมนุษย์ที่ว่า “กาลเมื่อก่อนนั้น ก็เป็นดินเป็นหญ้าเป็นฟ้าเป็นแถน—” น่าจะได้ถ้อยคำจากความโต้เมืองของผู้ไทยว่า “จื่อ ก่อเป็นดินเป็นหญ้า ก่อเป็นฟ้า—”

         จื่อ แปลว่า จำ (ไว้ในใจ) ก่อ แปลว่า สร้าง, ทำ แต่ในไทยใช้ควบกันว่า ก่อสร้าง

         จะเห็นว่าถ้าใช้คำว่า “ก่อ” เป็นดินเป็นหญ้าเป็นฟ้าเป็นแถน ได้ความชัดเจนกว่า “ก็” แต่ที่พงศาวดารล้านช้างใช้คำว่า “ก็” น่าจะเกิดจากความเข้าใจไขว้เขวของ ผู้ถ่ายคำลาวเป็นคำไทยในต้นฉบับครั้งแรก

 

ผู้เป็นใหญ่ในอดุมคติ

         ผู้เป็นใหญ่ในนิทานกำเนิดมนุษย์ ต่างจากผู้เป็นใหญ่ในอัคคัญญสูตร (อยู่ในพระไตรปิฎก สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ซึ่งเป็นอุดมคติมีในโองการแช่งน้ำด้วย) มีเนื้อหาโดยสรุปว่า

         คนทั้งหลายแย่งข้าวของกัน เลยสมมติคนหนึ่งขึ้นมาเป็นหัวหน้าให้คอยว่ากล่าวแบ่งข้าวของนั้น โดยคนทั้งหลายแบ่งปันข้าวสาลีเป็นอาหารให้แก่ผู้ถูกสมมติ ฉะนั้นผู้ถูกสมมติไม่ต้องเบียดเบียนคนทั้งหลาย

         “พวกเราควรสมมติสัตว์ผู้หนึ่งให้เป็นผู้ว่ากล่าวผู้ที่ควรว่ากล่าวได้โดยชอบ ให้เป็นผู้ติเตียนผู้ที่ควรติเตียนได้โดยชอบ ให้เป็นผู้ขับไล่ผู้ที่ควรขับไล่ได้โดยชอบส่วนพวกเราจักแบ่งส่วนข้าวสาลีให้แก่ผู้นั้น”

         “เพราะเหตุผู้ที่เป็นหัวหน้าอันมหาชนสมมติดังนี้แล อักษรที่ว่ามหาชนสมมติจึงอุบัติขึ้นเป็นอันดับแรก

         เพราะเหตุผู้ที่เป็นหัวหน้า เป็นใหญ่ยิ่งแห่งแผ่นดินทั้งหลายดังนี้แล อักษรว่า กษัตริย์ กษัตริย์จึงอุบัติขึ้นเป็นอันดับที่สอง

         เพราะเหตุที่ผู้เป็นหัวหน้ายังชนเหล่าอื่นให้สุขใจได้โดยธรรมดังนี้แล อักษรว่า ราชา ราชาจึงอุบัติขึ้นเป็นอันดับที่สาม”

 

ผู้ด้อยโอกาส

         นิทานกำเนิดมนุษย์ ผู้เป็นใหญ่ตั้งตนเองขึ้นมาโดยมหาชนคนทั้งหลายไม่ได้สมมติขึ้น แล้วเรียกร้องสินบนเซ่นวักนักหนาจากคนทั้งหลาย แต่คนทั้งหลายมีไม่พอจะเจียดให้ เลยถูกทำร้าย

         เท่ากับผู้เป็นใหญ่เอารัดเอาเปรียบเบียดเบียนรังแกผู้ไม่เป็นใหญ่ หรือผู้ใหญ่เบียดเบียนผู้น้อย

 

เจ้านาย กับ ขี้ข้า

         นิทานกำเนิดมนุษย์ ครอบงำหว่านล้อมให้คนพวกหนึ่งยอมรับอย่างจำนนว่าเป็นขี้ข้า (ข่า) มาแต่กำเนิดจากน้ำเต้าปุง (ปุง หรือ ปุ้ง หมายถึงท้องป่อง หรือโป่งพองป่องเป็นกระพุ้งยื่นออกมา) มีข้อความพรรณนาไว้ดังนี้

         อยู่บ่นานเท่าใด เครือหมากน้ำก็เกิดออกฮูดังควายตัวตายนั้นออกยาวมาแล้ว ก็ออกเป็นหมากน้ำเต้าปูง 3 หน่วย และหน่วยนั้นใหญ่ประมาณเท่ารินเขาปลูกข้าวนั้น

         เมื่อเครื่องหมากนั้นแก่แล้ว คนทั้งหลายก็เกิดมาอาศัยซึ่งหมากน้ำ—–คนทั้งหลายฝูงเกิดในผลหมากน้ำเต้าฝูงนั้นก็ร้องก้องนี่นั่นมากนักในหมากน้ำนั้นแล

         ยามนั้นปู่ลางเชิงจึงเผาเหล็กชีแดงชีหมากน้ำนั้น คนทั้งหลายจึงบุเบียดกันออกมาทางฮูที่ชีนั้น

         ออกมาทางฮูชีนั้นก็บ่เบิ่งคับคั่งกัน ขุนคานจึงเอาสิ่วไปสิ่วฮู ให้เป็นฮูแควนใหญ่แควนกว้าง คนทั้งหลายก็ลุไหลออกมานานประมาณ 3 วัน 3 คืนจึงหมดหั้นแล

         คนทั้งหลายฝูงออกมาทางฮูชีนั้นแบ่งเป็น 2 หมู่ๆ หนึ่งเรียกชื่อไทยลม หมู่หนึ่งเรียกชื่อไทยลี

         ผู้ออกทางฮูสิ่วนั้นแบ่งเป็น 3 หมู่ หมู่หนึ่งเรียกชื่อไทยเลิง หมู่หนึ่งเรียกชื่อไทยลอ หมู่หนึ่งเรียกชื่อไทยควางแล————

         แต่นั้นคนทั้งหลายฝูงเกิดมาในน้ำเต้า ฝูงออกมาทางฮูสิ่วนั้นเป็นไทย ฝูงออกมาทางฮูชีนั้นเป็นข้า คนฝูงนั้นลวดเป็นข้อยเป็นไพร่เขาเจ้าขุนทั้งสามนั้นแล

 

ลาวเป็นเจ้านาย ข่าเป็นขี้ข้า

         ตามข้อความในนิทานกำเนิดมนุษย์ว่าคนพวกหนึ่ง “เป็นไทย” หมายถึงชุมชนอนุญาตให้คนพวกนี้ทำนาบนที่ดินแปลงหนึ่งได้ คนพวกนี้จะเป็นตระกูลมอญ-เขมร, ม้ง-เย้า, ทิเบต-พม่า, หรือไทย-ลาว ก็ได้ (เพราะไทย แปลว่า ชาว) แต่ไมได้หมายถึง “คนไทย” ตามความเข้าใจปัจจุบัน

         ส่วนคนอีกพวกนึ่ง “เป็นข้า” หมายถึงคอยรับใช้คนพวกที่เป็นไทยโดยไม่โต้แย้ง เพราะถูกเกลี้ยกล่อมด้วยนิทานอีกเรื่องหนึ่ง สะท้อนให้เห็นความหมายหรือคำแปลของคำว่าลาว แปลว่า นาย, ข่า แปลว่า ขี้ข้า ดังต่อไปนี้

         ข่าและลาวพี่น้องล่องแพลงมาตามลำน้ำนัว ครั้นถึงน้ำอูตรงผาฮุ้ง (ผาเหยี่ยว) พวกลาวผู้เป็นน้องก็ชวนพวกข่าว่ามายิงหน้าไม้แข่งกัน

         ถ้าใครยิงปักตรงรูปตัวเหยี่ยวบนหน้าผาได้ จะได้เป็นนาย ใครยิงไม่ปักต้องเป็นข้า (ข่า)

         ข่าผู้พี่พาซื่อ ยิงไปเท่าไรก็ไม่ปักตัวเหยี่ยว ลูกธนูกระดอนตกทุกครั้ง

         ลาวผู้น้องฉลาดกว่า ใช้ธนูทำด้วยไม้อ่อนๆ แล้วเอาชันยางไม้ติดตรงปลายลูกศร ยิงไปปักตัวเหยี่ยวทุกครั้ง

         แต่นั้นมาพวกข่าจึงยอมเป็นข้าของพวกลาว ข่าก็ต้องส่งส่วยแก่พวกลาว

 

กวาดต้อนเชลยเป็นขี้ข้าทำงาน

         ประวัติศาสตร์อุษาคเนย์มีพื้นที่กว้างขวางมาก แต่มีคนน้อย

         สงครามของผู้ชนะ จึงกวาดต้อนคนแพ้ไปเป็นเชลย เรียกว่าขี้ข้าไว้ใช้งาน โดยไม่ต้องการพื้นที่ คือไม่ยึดพื้นที่เป็นเมืองขึ้น เพราะไม่มีคนควบคุมดูแล พื้นที่ตัวเองที่มีอยู่ยังกว้างขวางดูแลไม่ทั่วถึง

         ถ้าจะเป็นเมืองขึ้นก็แต่ในนาม โดยให้ปกครองกันเองแล้วส่งส่วย หรือดอกไม้เงินทองเครื่องบรรณาการเท่านั้น