มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 8 มีนาคม 2556

 

         นิทานกำเนิดมนุษย์ เป็นวรรณกรรมร่วมของคนสุวรรณภูมิในตระกูลลาว-ไทย และมอญ-เขมร

         ถือเป็นคำบอกเล่าเก่าแก่มาก แต่บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรเมื่อร่วมยุคอยุธยา หลัง พ.ศ. 2000

         บอกชัดเจนว่าคนในตระกูลลาว-ไทย และมอญ-เขมร เป็นเครือญาติกัน หรือเป็นพี่น้องท้องแม่ (น้ำเต้าปุง) เดียวกัน

         ถ้อยคำสำนวนสั้นกะทัดรัด บางทีมีคำคล้องจองสลับไว้พองาม ใช้สัญลักษณ์อลังการบรรเจิดอย่างร่วมสมัยและทันสมัย

         ไทยกับเพื่อนบ้าน จำเป็นต้องอ่านนิทานกำเนิดมนุษย์เรื่องนี้ แล้วร่วมกันตั้งคำถามใหม่ให้กว้างขวางกว่าเดิม ตั้งแต่ความเป็นเครือญาติพี่น้อง จนถึงลักษณะขัดแย้งทางชนชั้น ฯลฯ

 

พงศาวดารล้านช้าง

         นิทานกำเนิดมนุษย์ที่ได้รับยกย่องเป็นสำนวนเก่า มีในตอนต้นพงศาวดารล้านช้าง (รวมอยู่ในประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 1)

         ต้นฉบับนิทานกำเนิดมนุษย์ (ในพงศาวดารล้านช้าง) เป็นงานรวบรวมของพระยาประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค) คัดลอกจากต้นฉบับเดิม (เป็นภาษาลาว) พิมพ์ครั้งแรกในหนังสือวชิรญาณ พ.ศ. 2442 (เดือนมกราคม ร.ศ. 117) จะสรุปย่อมา ดังนี้

         เมื่อก่อนนั้นมีดินมีหญ้ามีฟ้ามีแถน ผีกับคนไปมาหากันได้

         คนทั้งหลายอยู่เมืองลุ่ม พากันละเมิดคำสอนของแถน ครั้งนั้นแถนโกรธจึงบันดาลให้น้ำท่วมเมืองลุ่ม คนอยู่ไม่ได้ ต้องขอต่อแถนไปอยู่ที่ดอน ก็อยู่ไม่ได้ แถนให้ไปอยู่นาน้อยอ้อยหนู แล้วให้ควายช่วยทำนา

         ต่อมาควายตาย คนทิ้งซากควายไว้ที่นาน้อยอ้อยหนู นานไปก็มีเครือน้ำเต้าปุง 3 ลูก งอกทางจมูกควายตายซากนั้น มีคนเกิดอยู่ในน้ำเต้าปุง

         ปู่ลางเชิงเผาหล็กแดงเจาะรูให้คนออกมาฝูงหนึ่งเป็นบ่าวข้า กับเอาสิ่วเจาะรูออกมาอีกฝูงหนึ่งเป็นนาย จะคัดสำนวนเดิมมาเป็นตัวอย่าง ดังนี้

 

นิทานกำเนิดมนุษย์

         กาลเมื่อก่อนนั้น ก็เป็นดินเป็นหญ้าเป็นฟ้าเป็นแถน ผีแลคนเที่ยวไปมาหากัน บ่ขาด

         เมื่อนั้น ยังมีขุนใหญ่ 3 คน ผู้หนึ่งชื่อขุนคาน อยู่สร้างบ้านเมืองลุ่มกินปลา เฮ็ดนาเมืองลุ่มกินข้าว เมื่อนั้นแถนจึงใช้ให้มากล่าวแก่คนทั้งหลาย ว่าในเมืองลุ่มนี้กินข้าวให้บอกให้หมาย กินแลงกินงายก็ให้บอกแก่แถน ได้กินชิ้นก็ให้ส่งขา ได้กินปลาก็ให้ส่งรอยแก่แถน เมื่อนั้นคนทั้งหลายก็บ่อฟังตามแถน แม้นใช้มาบอกสองทีสามทีก็บ่ฟังหั้นแล

         แต่นั่น แถนจึงให้น้ำท่วมเมืองลุ่มลีดเลียง ท่วมเมืองเพียงละลาย คนทั้งหลายก็ฉิบหายมากนักชะแล

         ยามนั้น ปู่ลางเชิงและขุนเด็กขุนคาน รู้ว่าแถนเคียดแก่เขาๆ จึงเอาไม้ขาแรงเฮ็ดแพเอาไม้แปงเรือนเฮ็ดพวง แล้วเขาจึงเอาลูกเอาเมียเข้าอยู่ในแพนั้น แล้วน้ำจึงพัดเขาขึ้นเมือบน ขนเอาเมือเมืองฟ้าพู้นแล

         พระยาแถนจึงถามเขาว่าสูจักมาเมืองฟ้าตูพี้เฮดสัง เขาจึงบอกเหตุการณ์ทั้งมวล พระยาแถนจึงว่าตูใช้ให้ไปกล่าวแก่สูสองสามที ให้ยำแถนยำผีเฒ่ายำเจ้ายืนกาย สูสั่งบ่ฟังคำกูจึงเท่าสูแล้ว

         ทีนั้น พระยาแถนจึงให้เขาไปอยู่ที่บึงดอนแถนลอหั้นแล

         แต่นั้น น้ำจึงแห้งจึงบกเป็นพื้นแผ่นดิน เขาจึงไหว้ขอพระยาแถนว่าตูข้อยนี้อยู่เมืองบนบ่แกว่น แล่นเมืองฟ้าบ่เป็น ตูข้อยขอไปอยู่เมืองลุ่มลีดเลียง เมืองเพียงพักยอมพู้นเทอญ

         เมื่อนั้น พระยาแถนจึงให้เอาลงมาส่ง ทั้งให้ควายเขาลู่แก่เขา จึงเอากันลงมาตั้งอยู่ที่นาน้อยอ้อยหนูก่อหั้นแล

         แต่นั้น เขาจึงเอาควายนั้นเฮ็ดนากิน นานประมาณ 3 ปีควายเขาก็ตายเสีย เขาละซากควายเสียที่นาน้อยอ้อยหนูหั้นแล้ว

         อยู่บ่นานเท่าใด เครือหมากน้ำก็เกิดออกฮูดังควายตัวตายนั้นออกยาวมาแล้ว ก็ออกเป็นหมากน้ำเต้าปูง 3 หน่วย และหน่วยนั้นใหญ่ประมาณเท่ารินเขาปลูกข้าวนั้น

         เมื่อเครื่องหมากนั้นแก่แล้ว คนทั้งหลายก็เกิดมาอาศัยซึ่งหมากน้ำ เป็นดังนางอาสังโนเกิดในท้องดอกบัว เจ้าฤๅษีเอามาเลี้ยงไว้ คนทั้งหลายฝูงเกิดในผลหมากน้ำเต้าฝูงนั้นก็ร้องก้องนี่นั่นมากนักในหมากน้ำนั้นแล

         ยามนั้นปู่ลางเชิงจึงเผาเหล็กชีแดงชีหมากน้ำนั้น คนทั้งหลายจึงบุเบียดกันออกมาทางฮูที่ชีนั้น ออกมาทางฮูทีนั้นก็บ่เบิ่งคับคั่งกัน ขุนคานจึงเอาสิ่วไปสิ่วฮู ให้เป็นฮูแควนใหญ่แควนกว้าง คนทั้งหลายก็ลุไหลออกมานานประมาณ 3 วัน 3 คืนจึงหมดหั้นแล

         คนทั้งหลายฝูงออกมาทางฮูชีนั้นแบ่งเป็น 2 หมู่ๆ หนึ่งเรียกชื่อไทยลม หมู่หนึ่งเรียกชื่อไทยลี

         ผู้ออกทางฮูสิ่วนั้นแบ่งเป็น 3 หมู่ หมู่หนึ่งเรียกชื่อไทยเลิง หมู่หนึ่งเรียกชื่อไทยลอ หมู่หนึ่งเรียกชื่อไทยควางแล

         แต่นั้นฝูงปู่ลางเชิง จึงบอกสอนเขาให้เฮ็ดไฮ่ไถนา ทอผ้าทอซิ่นเลี้ยงชีวิตเขา แล้วก็ปลูกแปงเขาให้เป็นผัวเป็นเมีย มีเหย้ามีเรือน จึงมีลูกหญิงลูกชายมากนักแล เมื่อนั้น ปู่ลางเชิงเล่าบอกให้เขารักพ่อเลี้ยงรักแม่เลี้ยง เคารพยำเกรงผู้เฒ่าผู้แก่กว่าตนเขาแล

         อยู่หึงนานไปพ่อแม่เขาก็ตาย ท่านปู่ลางเชิงเล่าบอกให้เขาไหว้พ่อแม่เขาแล้วให้ส่งสการเมี้ยนซากฝูงออกมาทางฮูสิ่วให้เผาเสีย เก็บดูกล้างสร้อยสี แล้วให้แปงเถียงใส่ดูกไว้ ให้ไปส่งข้าวส่งน้ำชุมื้อ ฝูงออกทางฮูชีนั้นให้ฝังเสียแล้วแปงเถียงกวมไว้เล่า ให้ไปส่งข้าวส่งน้ำชุวัน ครั้นเขาไปบ่ได้ ปู่ลางเชิงบอกให้แต่งเพื่อนข้าวเหล้าไว้ห้าห้องเรือนเขาแล้วให้เขาเรียกพ่อแม่เขาฝูงตายนั้นมากินหั้นแล

         แต่นั้นคนทั้งหลายฝูงเกิดมาในน้ำเต้า ฝูงออกมาทางฮูสิ่วนั้นเป็นไทย ฝูงออกมาทางฮูชีนั้นเป็นข้า คนฝูงนั้นลวดเป็นข้อยเป็นไพร่เขาเจ้าขุนทั้งสามนั้นแล

         [ข้อความตอนต้นเรื่องนิทานกำเนิดมนุษย์ที่ว่า “กาลเมื่อก่อนนั้น ก็เป็นดินเป็นหญ้าเป็นฟ้าเป็นแถน—” น่าจะได้ถ้อยคำจากความโต้เมืองของผู้ไทยว่า “จื่อ ก่อเป็นดินเป็นหญ้า ก่อเป็นฟ้า—” จื่อ แปลว่า จำ (ไว้ในใจ) ก่อ แปลว่า สร้าง, ทำ แต่ในไทยใช้ควบกันว่า ก่อสร้าง]

         นิทานกำเนิดมนุษย์ ยังมีต่อไปอีกยืดยาว กล่าวถึงแถนให้ขุนบรมมาเป็นนายปกครองคนทั้งหลาย แล้วขุนบรมมีลูกชาย 7 คน ขุนลอเป็นลูกคนโต ได้ครองเมืองหลวงพระบาง (ลุ่มน้ำโขง) ส่วนงั่วอินเป็นลูกคนที่ห้า ได้ครองเมืองอโยธยา (ลุ่มน้ำเจ้าพระยา)

         ต่อจากนั้นเป็นลำดับกษัตริย์ครองเมืองหลวงพระบาง นับแต่เจ้าฟ้างุ้มที่มีหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีสนับสนุน

 

ความโต้เมือง

         นิทานกำเนิดมนุษย์มีหลายสำนวน หลายฉบับ เช่น มีในนิทานขุนบรม เป็นต้น

         มีพยานหลักฐานและร่องรอยหลายอย่าง น่าเชื่อว่านิทานกำเนิดมนุษย์ของลาว-ไทย ได้ต้นเรื่องจาก “ความโต้เมือง” ของกลุ่มผู้ไทยในเวียดนาม

         ซึ่งผมได้ความรู้จากอ่านงานวิจัยเกี่ยวกับผู้ไทยหลายเรื่องของ อ. ยุกติ มุกดาวิจิตร (คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม. ธรรมศาสตร์ รังสิต) โดยสรุป ดังนี้

         “ความโต้เมือง เป็นเอกสารที่ประพันธ์ด้วยร้อยแก้ว อ่านง่ายแม้จะมีคำคล้องจองแทรกอยู่บ้าง

         ความโต้เมืองมีรายละเอียดของเรื่องราวต่างๆ ของเมืองชนไทดำ มีความหลากหลายของต้นฉบับ

         เนื่องจากความโต้เมืองเป็นเอกสารที่แต่ละเมืองเขียนขึ้นมาเพื่อเล่าเรื่องราวของการจัดการบ้านเมืองของเจ้าเมืองสมัยต่างๆ และเหตุการณ์สำคัญๆ ของเมืองต่างๆ ส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่ถูกเล่าไว้ในความโต้เมืองของแต่ละเมืองจึงแตกต่างกัน ความโต้เมืองจึงเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของคนไทในเวียดนาม

         ยิ่งกว่านั้น ความโต้เมืองของแต่ละเมืองยังอาจให้รายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ แตกต่างกันออกไปตามแต่มุมมองของเมืองนั้นๆ”

         อ. ยุกติ มีเชิงอรรถอธิบายเหตุที่เรียกความโต้เมืองไว้ด้วย แทนที่จะเป็น “ความโทเมือง” “ความโตเมือง” หรือ “ความตัวเมือง” อย่างที่นักวิชาการหลายท่านเคยใช้กันมา

 

เมืองแถน ถึง หลวงพระบาง

         นิทานกำเนิดมนุษย์ฉบับภาษาไทย ได้จากฉบับภาษาลาวที่เป็นต้นพงศาวดารล้านช้าง (คือหลวงพระบาง)

         บรรพชนคนหลวงพระบาง (หรือล้านช้าง) ในตำนานเรียกอย่างยกย่องว่าเป็นลาวเก่า ซึ่งเคลื่อนย้ายมาจากเมืองแถน (ปัจจุบันเรียก เดียนเบียนฟู) หลักแหล่งของผู้ไทยลุ่มน้ำดำ-แดง ในภาคเหนือของเวียดนาม ติดพรมแดนลาว มีบอกในนิทานกำเนิดมนุษย์ ทั้งในพงศาวดารล้านช้าง และในนิทานขุนบรม

         จึงไม่แปลกประหลาด ถ้าลาวเก่าจะได้นิทานกำเนิดมนุษย์จากความโต้เมืองของผู้ไทย ไปไว้ที่หลวงพระบาง

         ในตำนานยังบอกอีกว่ามีลาวเก่าบางกลุ่มเคลื่อนย้ายลงไปตั้งหลักแหล่งบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาด้วย ส่งผลให้มีสำเนียงเหน่อเป็นสำเนียงหลวงยุคอยุธยา แล้วตรงกับสำเนียงหลวงพระบางทุกวันนี้