p>มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 1 มีนาคม 2556

 

          นิทานแข่งขันเรื่องพระนเรศวรหงสา เป็นวรรณกรรมบอกเล่ายุคอยุธยา โดยยก 2 เหตุการณ์มาปนกัน กลายเป็นเรื่องใหม่อีกเรื่องหนึ่ง

          ผู้รู้แต่ก่อนเชื่อว่านิทานแข่งขันลักษณะนี้ มีต้นแบบอยู่ในชุมชนสองฝั่งโขง โดยเฉพาะในวัฒนธรรมลาว แต่ยังไม่พบพยานหลักฐานแน่นหนากว่านี้

 

พระนเรศวร กับ พระนารายณ์

          พระเจ้าจันทโชติ กับเจ้าฟ้าปฏิมาสุดาดวงจันทร์ ครองเมืองละโว้ มีพระพี่นางชื่อเจ้าฟ้าแก้วประพาฬ

          ต่อมา พระเจ้าอโนรธามังฉ่อ เจ้าเมืองสะเทิม ยกไปตีเมืองละโว้

          พระเจ้าจันทโชติ กับเจ้าฟ้าปฏิมาสุดาดวงจันทร์ ยอมอ่อนน้อมถวายพระพี่นางไปเป็นทางพระราชไมตรี แต่นั้นมาเมืองละโว้กับเมืองสะเทิมเป็นสุวรรณปฐพีเดียวกัน

          เจ้าฟ้าแก้วประพาฬ (พระพี่นางเมืองละโว้) มีราชกุมารกับพระเจ้าอโนรธามังฉ่อ เมืองสะเทิม ได้พระนามพระนเรศวร

          เจ้าฟ้าปฏิมาสุดาดวงจันทร์มีราชกุมารกับพระเจ้าจันทโชติ เมืองละโว้ ได้พระนามพระนารายณ์

          ครั้นนานมา พระนเรศวรยกพลเมืองสะเทิม มาล้อมเมืองละโว้ที่พระนารายณ์ได้ครองราชสมบัติ แล้วท้าสร้างวัดแข่งพนันเอาบ้านเมือง ใครสร้างเสร็จก่อนเป็นผู้ชนะ

          ถ้าพระนารายณ์เสร็จก่อน พระนเรศวรจะยกทัพกลับเมืองสะเทิม ถ้าพระนเรศวรเสร็จก่อน จะครองเมืองละโว้แทนพระนารายณ์

          มีใจความสำคัญในพงศาวดารเหนือ เรื่องพระนเรศวรหงสา จะยกมา (จัดย่อหน้าใหม่ ให้อ่านสะดวก) ดังต่อไปนี้

          พระนเรศวรยกพล 40 แสนมาล้อมกรุง ตั้งค่ายอยู่ตำบลนนตรี ทราบว่าพระนารายณ์ได้ครองราชสมบัติ เกรงพระเดชเดชานุภาพเป็นอันมาก

          จึงให้แต่งหนังสือเป็นใจความว่าเรายกพยุหแสนยากร จะใคร่สร้างวัดพนันคนละวัด พระน้องเราจะเห็นประการใด ถ้าเราแพ้จะยกกลับ ถ้าพระน้องแพ้เราจะครองเมือง

          ครั้นแต่งเสร็จแล้วให้สมิงจาโปถือเข้าไปถวาย เสนานำแขกเมืองเข้าเฝ้ากราบทูลทุกประการ

          จึงตรัสว่าพระเจ้าพี่จะสร้างก็สร้างเถิด คนละมุมเมืองข้างทิศพายัพ เราอยู่ข้างทิศหรดี

          ไปทูลพระนเรศวรๆ ก็สั่งนายทัพนายกองจัดการทำอิฐเป็นอันมาก ก่อพระเจดีย์กว้าง 4 เส้น สูง 9 เส้น 10 วา

          พระนารายณ์ก่อพระเจดีย์กว้าง 3 เส้น สูง 7 เส้น  4 วา 2 ศอก

          พระนเรศวรก่อ 15 วันถึงบัวกลุ่ม ให้นามวัดภูเขาทอง

          พระนารายณ์จะแพ้ คิดเป็นกลอุบายทำโครงเอาผ้าขาวดาด

          พระนเรศวรเห็นดังนั้นคิดกลัวเลิกทัพกลับไป พระนารายณ์ให้ก่อจนแล้ว ให้นามวัดใหญ่ชัยมงคล

 

มี 2 เหตุการณ์ปนกัน

          เรื่องพระนเรศวรหงสาที่คัดสรุปมา เป็นคำบอกเล่ารวมอยู่ในพงศาวดารเหนือน่าจะเริ่มแพร่หลายหลัง พ.ศ. 2112 เพราะมีเหตุการณ์ 2 เรื่องปนกัน โดยเอาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุดไปปนกับเรื่องราวที่เคยบอกเล่ากันมาก่อน ดังนี้

          1. พระเจ้าหงสาวดี ยกมาตีได้อยุธยา พ.ศ. 2112 แล้วให้สร้างสถูปแบบมอญ-พม่าไว้ ภายหลังเรียก เจดีย์ภูเขาทอง อยู่นอกอยุธยาด้านทิศเหนือ

          ส่วนนอกเมืองด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีสถูปเจดีย์ขนาดใหญ่อยูก่อนแล้ว ภายหลังเรียก เจดีย์วัดใหญ่ชัยมงคล

          2. พระเจ้าอโนรธา เป็นกษัตริย์เมืองพุกาม (ในพม่า) เมื่อ พ .ศ. 1599 เคยช่วยมอญรบไล่กองทัพละโว้ (ขอม) ที่ยกไปรุกรานเมืองสุธรรมวดี (สะเทิม ในเขตรัฐหงสาวดี) ครั้งนั้นจับแม่ทัพละโว้ได้ 4 คน (จิตร ภูมิศักดิ์ อธิบายไว้ในหนังสือข้อเท็จจริงว่าด้วยชนชาติขอม สำนักพิมพ์มติชน พ.ศ. 2547 หน้า 62-63)

 

พระนามกษัตริย์ 2 พระองค์

          1. พระนเรศวร ครองราชย์อยุธยา ระหว่าง พ.ศ. 2133-2148 เคยประทับอยู่เมืองหงสาวดีเมื่อทรงพระเยาว์

          2. พระนารายณ์ ครองราชย์อยุธยา ระหว่าง พ.ศ. 2199-2231 ทรงเปลี่ยนนามเมืองละโว้ เป็นเมืองลพบุรี เมื่อเสด็จไปประทับที่นั่นด้วยเหตุผลทางการเมืองในอยุธยา

          ในพงศาวดารเหนือเล่าว่า “พระนารายณ์ไปสร้างพระปรางค์เมืองละโว้ ขนานนามเมืองใหม่ชื่อว่าเมืองลพบุรี”

 

นิทานแข่งขัน

          โครงเรื่องแข่งขันทำอะไรสักอย่าง มีทั่วไปในนิทานท้องถิ่นตั้งแต่ลุ่มน้ำโขงถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยา

          แสดงว่าคนสองกลุ่มเกี่ยวดองกัน มีการติดต่อแลกเปลี่ยนกันทางสังคมวัฒนธรรมมาก่อน พ.ศ. 2000

          แต่บอกไม่ได้ว่านิทานแข่งขันมีกำเนิดที่ใด? เพราะไม่พบหลักฐานจะบอกได้ เท่าที่รู้กันก็พบในที่อื่นๆ ด้วยซึ่งเป็นกลุ่มชนในวัฒนธรรมลาว เช่น

          จ. สกลนคร หญิงกับชายแข่งสร้างปราสาทนารายณ์เจงเวง ริมหนองหานหลวง (อ. เมือง) กับปราสาทภูเพ็ก บนภูเพ็ก (อ. พรรณนานิคม)

          จ. ปราจีนบุรี แข่งตัดถนน เป็นนิทานในชุมชนคนพวนที่ถูกกวาดต้อนไปจากลาว

 

หญิงชายแข่งกัน ที่ จ. สกลนคร

          เมื่อพระพุทธองค์เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว พระมหากัสสปะเถระพร้อมด้วยอรหันต์เจ้า 500 องค์ ก็อัญเชิญพระอุรังคธาตุมายังภูกำพร้า (ทุกวันนี้คือบริเวณพระธาตุพนม อ. ธาตุพนม จ. นครพนม) ตามพุทธประสงค์

          แต่พระมหากัสสปะจะนำอุรังคธาตุมาพักอยู่ที่เมืองหนองหานหลวงก่อน

          พระยาสุวรรณภิงคารจึงประชุมข้าราชการราษฎรทั้งหลาย ว่าจะสร้างอูบมุงไว้คอยขอแบ่งพระอุรังคธาตุ เพื่อเป็นที่สักการบูชาสืบไป แต่ข้าราชการและราษฎรมีความเห็นแตกแยก คือ

          พวกผู้ชายพอใจจะไปก่ออูบมุงที่ดอยคูหา ซึ่งเป็นพระแท่นบัลลังก์พระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาบรรทม

          ฝ่ายหญิงยินดีจะสร้างอูบมุงไว้ที่อุทยานเจงเวง และจะก่อสะพานหินตามถนนไปสุ่อุทยาน

          ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงก็ยินดี และพูดจาแข่งขันกันว่าเมื่อรวบรวมหินแลง หินลาย หินปูน หินอ่อน อิฐ พอแล้ว จะก่ออูบมุงเวลาใดให้สัญญากันไว้ และเริ่มก่อโดยให้เสร็จภายใน 1 วันกับ 1 คืนเป็นอย่างช้า เมื่อดาวเพ็ก (ดาวประกายพรึก) พ้นเหลี่ยมเขา ใครสร้างยังไม่เสร็จถือว่าแพ้ จากนั้นก็แยกย้ายกันไป

          ฝ่ายหญิงใช้อุบายหาโคมไฟมาผูกโยงเสาให้สูงพ้นต้นไม้ เมื่อถึงเวลากลางคืนทำให้ฝ่ายชายสำคัญผิดคิดว่าดาวเพ็กขึ้น และตนแพ้ฝ่ายหญิง จึงพากันวางมือลงมาที่อุทยานช่วยฝ่ายหญิงก่ออูบมุงจนสำเร็จ

          รุ่งเช้าพระมหากัสสปะพร้อมพระอรหันต์ 500 รูป เสด็จมาถึงดอยคูหา พระยาสุวรรณภิงคารและพระนางนารายณ์เจงเวงทูลขอพระอุรังคธาตุไว้ในอูบมุงของตนเพื่อสักการะ

          พระมหากัสสปะตอบว่าจะผิดพระพุทธวจนะจึงให้พระอรหันต์กลับไปนำถ่านไฟ หรือพระอังคารของพระพุทธเจ้ามาบรรจุไว้ที่ดอยคูหา และอูบมุงนารายณ์เจงเวง พร้อมขนานนามว่าธาตุนารายณ์เจงเวง ตามพระนามของพระนาง ส่วนธาตุภูเพ็กขนานนามตามเหตุการณ์ที่ฝ่ายชายหลงว่าโคมไฟคือดาวเพ็ก

          จากนั้นพระมหากัสสปะพร้อมพระอรหันต์ 500 รูป เสด็จไปยังภูกำพร้า คือพระธาตุพนม อ. ธาตุพนม จ. นครพนม

 

แข่งตัดถนน ที่ จ. ปราจีนบุรี

          พระมโหสถครองเมืองมโหสถที่บ้านโคกวัด (อ. ศรีมโหสถ จ. ปราจีนบุรี) ได้จัดให้ผู้ใหญ่ไปสู่ขอเพื่ออภิเษกสมรสกับนางอมรเทวีซึ่งอยู่ที่เมืองโคกขวาง (อ. ศรีมหาโพธิ จ. ปราจีนบุรี)

          ฝ่ายนางอมรเทวีมีเงื่อนไขให้พระมโหสถจัดการสร้างถนนมาจากเมืองมโหสถ ส่วนนางก็จะสร้างถนนจากเมืองของนางให้เข้าหากัน และให้ถนนทั้งสองสายนี้เชื่อมต่อกันพอดีก่อนดาวรุ่งขึ้น หากเป็นไปตามนี้จึงยินยอมแต่งงานด้วย ถ้าไม่เป็นตามเงื่อนไขก็ไม่ตกลง

          ในที่สุดต่างฝ่ายจองถนนจากเมืองของตน

          เมื่อถนนจะถึงกันนั้น นางอมรเทวีทำอุบายเอาโคมไฟขึ้นแขวนบนยอดไม้ทำนองว่าดาวรุ่งขึ้นแล้ว ถนนก็ไม่เชื่อมกัน ซ้ำแนวถนนยังไม่ตรงกันอีกด้วย

          พระมโหสถเสียใจเป็นอันมาก จึงเอาขนมขันหมากซึ่งจัดเตรียมไว้นั้นสาดทิ้งลงหนองน้ำ ปัจจุบันเรียกหนองขันหมาก อยู่กลางทุ่งหน้าบ้านเกาะสมอ