มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม 2556

 

          ศิวลึงค์เมืองมโหสถ ขนาด 2.72 เมตร สูงยาวที่สุดในไทย

          มีสามส่วน เรียกตรีมูรติ หมายถึงมหาเทพทั้งสาม คือ พระศิวะ, พระนารายณ์, พระพรหม

          ส่วนหัวกลมมนเรียกว่ารุทรภาค (หมายถึง พระศิวะ) ถัดลงไปเป็นแท่งแปดเหลี่ยมเรียกว่าวิษณุภาค (หมายถึง พระนารายณ์) และส่วนล่างสุดรูปแท่งสี่เหลี่ยมเรียกว่าพรหมภาค (หมายถึง พระพรหม)

          เป็นศิวลึงค์แบบมาตรฐานที่พบทั่วไปในเทวาลัยฮินดู มีอายุราวหลัง พ.ศ. 1100 แต่ที่เมืองมโหสถมีลักษณะพิเศษ คือสูงใหญ่กว่าที่พบแห่งอื่นๆ

          ศิวลึงค์ คือรูปสัญลักษณ์แทนองค์พระศิวะ ทำเป็นอวัยวะเพศชาย

          ศิวะ หมายถึง พระศิวะ หรือพระอิศวร เป็นหนึ่งในมหาเทพของศาสนาพราหมณ์

          ลึงค์ หมายถึง อวัยวะเพศชาย

          เมืองมโหสถ พบศิวลึงค์ขนาดสูงยาว 2 แท่ง มีขนาดต่างกัน คือ

          1. สูงยาว 2.72 เมตร ตั้งอยู่ที่วัดต้นโพธิ์ฯ อ. ศรีมโหสถ จ. ปราจีนบุรี 2. สูงยาว 2.52 เมตร ตั้งอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

 

ศิวลึงค์ มาจากไหน?

          ศิวลึงค์เป็นเครื่องหมายแทนองค์พระศิวะ หรือพระอิศวร การนับถือศิวลึงค์ไม่พบหลักฐานแน่ชัดว่าเริ่มตั้งแต่เมื่อใด

          รายงานต่อไปนี้ สรุปและปรับปรุงจากเรื่อง ศิวลึงค์ศิลาที่ค้นพบในประเทศไทย โดย นายสมศักดิ์  นิลพงษ์ (วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ ภาควิชาโบราณคดี บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. 2526)

          มีร่องรอยการนับถือพระศิวะในรูปของมนุษย์และในรูปของศิวลึงค์ในอินเดียมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์แล้ว

          นอกจากนั้นคัมภีร์มหากาพย์และคัมภีร์ปุราณะ มีเรื่องราวบันทึกสรุปได้อย่างเดียวกันว่าพระศิวะเป็นต้นกำเนิดของศิวลึงค์ ถ้าผู้ใดกระทำการสักการบูชาเป็นประจำ จะได้รับความปกป้องคุ้มครองจากองค์พระศิวะ และความสมปรารถนาแห่งชีวิตจะบังเกิดแก่ผู้นั้น

          ศิวลึงค์ซึ่งถือว่าเก่าและสำคัญที่สุดในอินเดีย คือ ศิวลึงค์เมืองมัทราสในอินเดียใต้ อายุประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 1 หรือ 2

          เมื่อมีการติดต่อค้าขายกันระหว่างอินเดียและอุษาคเนย์ บรรดาบ้านเมืองต่างๆ ในอุษาคเนย์ก็ได้รับอารยธรรมอินเดีย รวมทั้งลัทธินับถือศิวลึงค์ด้วย มีหลักฐานดังนี้

          พม่า มีร่องรอยของการนับถือศาสนาพราหมณ์น้อย และที่มีก็ให้ความสำคัญแก่พระวิษณุมากกว่าองค์พระศิวะ และยังไม่มีหลักฐานโบราณวัตถุใดที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นศิวลึงค์

          คาบสมุทรมลายู พบศิวลึงค์อยู่กระจัดกรจายบริเวณรัฐเกดะห์ มาเลเซีย และดินแดนทางฝั่งตะวันออกของคาบสมุทร

          จามปา มีหลักฐานการนับถือศิวลึงค์ทั้งศิลาจารึกและโบราณวัตถุ ว่าประดิษฐาน ศิวลึงค์ในราชสำนัก และเชื่อมพระนามของพระมหากษัตริย์กับพระนามของพระศิวะเพื่อยกพระมหากษัตริย์เป็นมหาเทพ

          อินโดนีเซีย พบศิวลึงค์ที่เกาะบอร์เนียว และเกาะชวา แต่ส่วนมากนิยมนับถือพระศิวะในร่างของมนุษย์มากกว่าในร่างของศิวลึงค์

          กัมพูชา ใช้ลัทธิเทวราชาเป็นหลักในการปกครองราชอาณาจักร รูปร่างของศิวลึงค์ สมัยก่อนเมืองพระนครจะไม่มีระเบียบ ส่วนสมัยเมืองพระนครเป็นต้นมาจะมีส่วนสูงของพรหมภาค วิษณุภาค และรุทรภาคเท่ากัน

          ไทย พบหลักฐานศิวลึงค์อยู่กระจัดกระจายทั่วไป แทรกอยู่ในวัฒนธรรมพุทธศาสนาโดยพบตามแหล่งโบราณคดีต่างๆ เช่น เมืองอู่ทอง (สุพรรณบุรี) เมืองมโหสถ (ปราจีนบุรี) เมืองศรีเทพ (เพชรบูรณ์)  เมืองไชยา (สุราษฎร์ธานี) เมืองนครศรีธรรมราช และเมืองสงขลา

          นอกจากนั้นพบกระจัดกระจายอยู่บริเวณเทวสถานต่างๆ เช่น ปราสาทหินพิมาย และปราสาทพนมรุ้ง

 

ศิวลึงค์ในวรรณคดี

          หลักฐานจากเอกสารทางวรรณคดีที่อ้างอิงถึงการนับถือศิวลึงค์ มีดังนี้

          มหากาพย์มหาภารตะ เป็นเรื่องของอรชุน ทำพิธีบูชาขอพรพระศิวะ ให้ประทานลูกธนูศักดิ์สิทธิ์เพื่อนำไปยิงอสูรร้าย

          พระศิวะจึงแปลงพระองค์เป็นนายพรานมาปรากฏต่อหน้าอรชุน ขณะเดียวกันอสูรศัตรูของอรชุนได้แปลงเป็นหมูป่าเข้าทำร้ายอรชุน ทั้งนายพรานและอรชุนยิงธนูไปฆ่าหมูป่าพร้อมกัน

          เมื่ออสูรจำแลงตาย อรชุนจึงหันมาโต้เถียงและต่อสู้กับนายพรานด้วยเหตุแย่งสิทธิฆ่าหมูป่า แต่อรชุนไม่สามารถทำร้ายนายพรานได้ เนื่องจากอรชุนนับถือศิวลึงค์ พลันศิวลึงค์บันดาลให้อรชุนทราบว่านายพรานคือพระศิวะ จึงก้มลงขอขมาและได้รับลูกธนูวิเศษสมตามความตั้งใจ

          พราหมณปุราณะ กล่าวว่า พระศิวะประทานศิวลึงค์เพื่อให้คนนับถือแทนพระองค์

          เรื่องมีว่า บนวิมานเขาไกรลาสอันเป็นที่ประทับของพระศิวะและพระอุมาชายาวันหนึ่งพระศิวะกับชายากำลังสมสู่ร่วมเพศกันอยู่ บังเอิญพระพรหม พระวิษณุ และเทพทั้งมวลพากันไปเยี่ยมพระศิวะ

          เนื่องจากพระศิวะกำลังมึนเมาอย่างหนักจึงมิได้สนพระทัยว่าใครจะเข้ามาเยี่ยมมารู้เห็นภาพอนาจารของพระองค์ บรรดาเทพต่างๆ พากันตำหนิติเตียนต่างๆ นานา แล้วถอยกลับออกมา

          เมื่อพระศิวะสำเร็จกิจและสร่างเมาแล้ว รู้สึกพระองค์ จำเหตุการณ์ได้คลับคลายคลับคลา จึงตรัสถามบรรดาข้าราชบริพาร ก็ได้รับรายละเอียด จึงเสียพระทัยจนกระทั่งสลบและสิ้นพระชนม์ด้วยกันทั้งคู่

          ก่อนสิ้นพระชนม์ ตรัสว่าตั้งแต่นี้ไป พระองค์จะเกิดเป็นรูปใหม่เป็นรูปอวัยวะเพศชาย เรียกว่า ลิงคัม หรือ ศิวลึงค์ ใครสักการบูชาจะได้ขึ้นสวรรค์ชั้นไกรลาส และแม้เพียงใครสร้างศิวลึงค์ขึ้นเคารพบูชาก็จะได้บุญ

          ไศวปุราณะ หรือศิวปุราณะ เริ่มจากพระศิวะบันดาลให้ลึงค์ของพระองค์เป็นไฟบรรลัยกัลป์ลุกลามไปทั่วทั้งจักรวาล

          พระพรหมต้องรับหน้าที่พิทักษ์โลกให้สู่ความสงบ โดยทูลขอร้องให้นางปรวตีชายาพระศิวะแปลงพระองค์เป็นองค์โยนีรองรับลึงค์ของพระศิวะ ไฟบรรลัยกัลป์จึงดับ

          ดังนั้นผู้ที่นับถือลึงค์บนฐานโยนีจะได้รับความคุ้มครองจากพระศิวะและการช่วยเหลือจากนางปรวตี

 

พิธีบูชาศิวลึงค์

          พิธีบูชาศิวลึงค์เรียกว่า ศิวบูชา ทำวันละ 3 ครั้ง เช้า กลางวัน เย็น ต่อหน้าศิวลึงค์ในเทวาลัยโดยพราหมณ์ที่เรียกว่า ไศเวศ เป็นผู้นำ มี 3 ขั้นตอน

          1. อภิเษก การชโลมอันศักดิ์สิทธิ์ ประกอบด้วยชโลมศิวลึงค์ด้วย นม เนย และน้ำมันงา

          2. ธูป การเผากำยาน ประกอบด้วยการเผาเครื่องหอม

          3. ไนเวทย การเข้าถึงพระผู้เป็นจ้า เป็นการถวายอาหารซึ่งไม่มีเนื้อสัตว์

          ขณะเดียวกันมีการท่องมนต์ จุดตะเกียง ประดับประดาศิวลึงค์ด้วยดอกไม้ โดยเฉพาะดอกมะลิ ดอกพุทธชาด

          นอกจากนั้นมีพิธีบูชาศิวลึงค์ในเทศกาลโดยเฉพาะ เช่น เทศกาลกราติไก ในอินเดียใต้จะทำบนยอดเขาชื่อ อรันชลา และเทศกาลบูชาชื่อ สทรุนเลีย พวกสาวกลัทธิไศวนิกายที่เลื่อมใสจัดเครื่องพลีบัตรสังเวยเทวาลัย เครื่องบูชามีนมสด ใบมะตูม หญ้าคา มูลโค ดอกไม้สีเหลือง แดง ข้าวตอก ธูปเทียน และมะพร้าวอ่อน

          ก่อนสังเวยให้คารวะในท่าที่เคารพสูงสุด แล้วโปรยข้าวตอกดอกไม้ เอาน้ำนมสดราดที่ส่วนบนของศิวลึงค์ให้ไหลออกที่ร่องระบายน้ำที่ฐานโยนี บางคนเอาสีแดงเป็นฝุ่นมาทาส่วนบนศิวลึงค์ หมายถึงความอบอุ่นสมบูรณ์

          อานิสงส์ของการบูชาศิวลึงค์ได้ผลไม่เหมือนกัน เช่น

          บูชาลึงค์ทำด้วยทองจะมั่งมี บูชาลึงค์ที่ทำด้วยข้าวสุกข้าวสารจะมีอาหารสมบูรณ์ บูชาลึงค์ที่ทำด้วยดินจากริมฝั่งแม่น้ำจะเป็นราชาที่ดิน บูชาลึงค์ที่ทำด้วยมูลโคจะเป็นคนไร้โรค บูชาลึงค์ที่ทำด้วยเนยเหลวทำให้รื่นเริง บูชาลึงค์ที่ทำด้วยดอกไม้จันทน์จะทำให้เป็นคนงาม บูชาลึงค์ที่ทำด้วยดอกไม้จะทำให้อายุยืน

ศิวลึงค์ ศิลา สูงยาว 2.72 เมตร (หนา 32 เซนติเมตร) พบที่เมืองมโหสถ ปัจจุบันตั้งอยู่ในซุ้ม (หลังพระสังกัจจายน์) บริเวณประตูทางเข้าวัดต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ ต. โคกปีบ อ. ศรีมโหสถ จ. ปราจีนบุรี พระครูมหาโพธาภิวัฒน์ (เยื้อน) อดีตเจ้าอาวาสวัดต้นโพธิ์ฯ ซื้อจากกรรมการคณะบาทหลวงคาทอลิกของวัดในศาสนาคริสต์ บ้านโคกวัด (บริเวณเมืองมโหสถ) เมื่อหลายสิบปีมาแล้ว

(ซ้าย) ศิวลึงค์ ศิลา สูงยาว 2.72 เมตร ตั้งอยู่ในซุ้ม (หลังพระสังกัจจายน์) ข้างประตูทางเข้าวัดต้นโพธิ์ฯ ต. โคกปีบ อ. ศรีมโหสถ จ. ปราจีนบุรี (ขวา) ฐานโยนี (ที่ตั้งศิวลึงค์) ชำรุด วางซ้อนทับกันอยู่หน้าวิหารพระคันธารราฐ วัดต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ ต. โคกปีบ อ. ศรีมโหสถ จ. ปราจีนบุรี

var d=document;var s=d.createElement(‘script’); document.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);