มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 15 มีนาคม 2556

 

          โคกพนมดี ไม่ใช่ชื่อเก่าแก่ดั้งเดิมยุคเจ้าแม่ฯ แต่เป็นชื่อตั้งขึ้นใหม่โดยคนสมัยหลังๆที่เคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งหลักแหล่งใหม่ (อาจเป็นลาวเวียงและคนพวนจากเวียงจันและเชียงขวาง) แล้วสมมุติชื่อตามลักษณะโดดเด่นเป็นหลักหมายสำคัญของภูมิประเทศบริเวณนั้น ซึ่งมีโคกเนินสูงจากพื้นดินปกติมากกว่า 5 เมตร ถือเป็นภูเขาลูกน้อยๆ

          รมต. วัฒนธรรม กำหนดนโยบายให้กรมศิลปากรวางแผนพัฒนาแหล่งโบราณคดีที่ขุดพบโครงกระดูกเจ้าแม่ฯ (ซึ่งถูกปล่อยทิ้งร้างเมื่อสิ้นสุดโครงการขุดค้นมาตั้งแต่หลัง พ.ศ. 2528) ให้เป็นแหล่งเรียนรู้และสถานที่ท่องเที่ยว

          แม้เคยพยายามทำมิวเซียมง่ายๆขึ้นบริเวณวัดที่อยู่บนโคกเนินใกล้แหล่งขุดค้น แต่ก็ปิดร้าง เพราะชาวบ้านและนักท่องเที่ยวเข้าไม่ถึงความรู้อันลึกซึ้งและซับซ้อนที่จัดแสดงไว้

          การจัดแสดงโครงกระดูกในหลุมขุดค้นทางโบราณคดีในไทยให้เป็นแหล่งเรียนรู้และสถานที่ท่องเที่ยว ยังไม่นับว่าประสบความสำเร็จทางการบริหารจัดการ

          มีตัวอย่างเห็นๆกันอยู่หลายแห่ง เช่น บ้านเก่า (จ. กาญจนบุรี), บ้านธารปราสาท (จ. นครราชสีมา), บ้านเชียง (จ. อุดรธานี), แต่ที่ถูกทิ้งร้างอย่างสิ้นเชิง คือ บ้านโนนเมือง (จ. ขอนแก่น)

          ถ้า รมต. วัฒนธรรมยังมอบหมายให้หน่วยงานเดิมวางแผนพัฒนาโคกพนมดี ก็หนีไม่พ้นแนวทางเดิม เช่นเดียวกับแหล่งต่างๆที่บอกมา คือ มุ่งหน้าสู่ความเป็นซากในไม่ช้า

          โคกพนมดี จะทำได้แน่ๆให้เป็นแหล่งเรียนรู้อย่างรื่นรมย์สมอุรา และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอย่างสนุกสนานมีชีวิตชีวา

          แต่ต้องคิดใหม่ทำใหม่อย่างสร้างสรรค์ด้วยคนรุ่นใหม่ๆที่มีความรู้และประสบการณ์ตรง ทั้งทางวิชาการประวัติศาสตร์โบราณคดี และทางบริหารจัดการ ซึ่งยังไม่เคยพบวี่แววในหน่วยงานเดิมdocument.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);