มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 11 มีนาคม 2556

 

          พระพุทธบาท สระบุรี อยู่บนทิวเขาเตี้ยๆ ในเขตลุ่มน้ำป่าสัก มีผู้พบแล้วตั้งแต่ราวหลัง พ.ศ. 1000 ยุคทวารวดี และเป็นที่รู้ทั่วกันกว้างขวางถึงลังกาทวีปตั้งแต่ครั้งนั้น ดังมีจารึกถ้ำพระนารายณ์ พบใกล้ๆแหล่งพระพุทธบาท ว่ามีชาวอนุราธปุระในลังกา พากันมาถวายบูชานมัสการในยุคทวารวดีนั้นเอง

          ครั้นถึงแผ่นดินพระเจ้าปราสาททอง มีภิกษุอยุธยาไปนมัสการพระพุทธบาทบนเขาสุมณกูฏในลังกา แล้วรู้จากภิกษุลังกาว่ามีพระพุทธบาทอยู่บนยอดเขาในกรุงศรีอยุธยา พระเจ้าปราสาททองจึงโปรดให้ค้นหาจนพบที่เขตเมืองสระบุรี ดังรู้กันจนทุกวันนี้

          นับแต่นั้นมาก็เป็นราชประเพณีที่พระเจ้าแผ่นดินอยุธยา มักเสด็จฯไปทรงนมัสการบูชาพระพุทธบาททางชลมารคทวนแม่น้ำป่าสักไปขึ้นบกที่ท่าเจ้าสนุก แล้วทรงช้างไปตามสถลมารคจนถึงพระพุทธบาท ดังมีพรรณนาในพระราชนิพนธ์กาพย์ห่อโคลงฯของเจ้าฟ้ากุ้ง

          บางคนบอกว่าการเสด็จฯทางชลมารคทวนน้ำป่าสัก ต้องเห่เรือตามกาพย์เจ้าฟ้ากุ้ง แต่ยังไม่เคยพบหลักฐานว่ากาพย์เจ้าฟ้ากุ้งใช้งานเห่เรือจริงๆ เพราะที่พูดๆกันมาก็โดยทางสันนิษฐาน (แปลว่า เดา) ทั้งๆไม่เคยพบว่ามีจริง

          ส่วนเห่เรือที่ใช้กันทุกวันนี้ เพิ่งประดิษฐ์ใหม่สมัย ร.4-ร.5

          แม่น้ำป่าสัก ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย เพราะต่างพากันรู้แต่ ปิง วัง ยม น่าน ทางทิศเหนือ (อันเป็นทิศอุดมคติของความเป็นอารยัน) แล้วมองข้ามทิศตะวันออกเฉียงเหนือ หรืออีสานที่ถูกจัดเป็นลาว มีแม่น้ำป่าสักประดุจเส้นทางเชื่อมลุ่มน้ำโขงเข้ากับลุ่มน้ำเจ้าพระยา

          ที่สำคัญมาก คือเป็นเส้นทางเคลื่อนย้ายของคนสองฝั่งโขง เป็น ลาว ลงสองฝั่งเจ้าพระยา กลายเป็น ไทย ตั้งแต่ราวหลัง พ.ศ. 1700

ชื่อป่าสัก ของแม่น้ำป่าสัก มักเชื่อกันว่าเกี่ยวข้องกับต้นสัก แต่แล้วไม่น่าจะเป็นอย่างนั้นทั้งหมด เพราะ ปิง วัง ยม น่าน ก็มีต้นสัก ทำไมไม่ชื่อป่าสัก?

ทำให้สังหรณ์ว่าจะเกี่ยวข้องกับชื่อ“บาสัก”ในกัมพูชาที่มีแม่น้ำบาสัก และในลาวมีชื่อจัมปาสัก

ทั้งหมดนี้ชวนให้สงสัยเท่านั้น แต่ผมอธิบายอะไรไม่ได้เลย

document.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);